แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุพรรณบุรี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุพรรณบุรี แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ประวัติการค้นพบ พระถ้ำเสือ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

ประวัติการค้นพบ พระถ้ำเสือ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระถ้ำเสือเป็นพระที่ถูกพบอยู่ในถ้ำ ของเขตอำเภออู่ทอง และมีการพบกันหลายครั้งและหลายถ้ำอีกด้วย วันนี้เรามาคุยกันถึงมูลเหตุการพบและตั้งชื่อพระถ้ำเสือ จังหวัดสุพรรณบุรี ว่ามีความเป็นมาอย่างไรดีกว่านะครับ

อำเภออู่ทองเดิมมีชื่อเรียกว่า อำเภอจรเข้สามพัน ทางราชการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นอำเภออู่ทอง ในราวปี พ.ศ.2483 การพบพระถ้ำเสือก็พบในอำเภอนี้ เคยมีผู้ที่เข้าไปเก็บมูลค้างคาวแล้วก็พบพระถ้ำเสือติดปะปนมากับมูลค้างคาวกันนานแล้ว แต่ไม่มีใครสนใจนำพระออกมา ต่อมาเมื่อนางอิ่ม เหมือนศรี ชาวบ้านตำบลเนินพลับพลา เป็นนักหาของป่าและมูลค้างคาว วันหนึ่งในปี พ.ศ.2487 นางอิ่มกับลูกชาย พร้อมกับญาติๆ ไปหามูลค้างคาวที่เขาเสือ (ตามหลักฐานศิลปากรว่าเป็นเขาคอก แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า เขาเสือ เขาถ้ำเสือ หรือเขาคอก ก็คือภูเขาลูกเดียวกัน) ขณะที่เก็บมูลค้างคาวอยู่นั้น ก็พบพระเนื้อดินเผาปะปนอยู่กับมูลค้างคาว ในครั้งแรกนั้นก็พบพระไม่กี่องค์ และก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก แต่ก็เก็บเอามาบ้านสัก 7-8 องค์ แล้วเอามาแจกพรรคพวกเพื่อนฝูงไปบ้าง ต่อมาเมื่อเข้าไปเก็บมูลค้างคาวในถ้ำแห่งนี้อีกก็พบพระอีกมากมาย นับเป็นร้อยองค์

จึงได้นำพระออกมาไว้ที่บ้าน วันหนึ่งก็ได้นำพระติดตัวไปขายที่ตลาดอู่ทอง ขายได้องค์ละ 10 บาทบ้าง 2-3 บาทบ้าง ข่าวการพบพระที่ถ้ำเสือ ก็เริ่มแพร่ออกไปและมีคนสนใจพระถ้ำเสือมากขึ้น เนื่องจากมีผู้ที่พกพระถ้ำเสือติดตัวเกิดมีประสบการณ์ทางอยู่ยงคงกระพัน ต่างก็เล่าลือกันไปทำให้มีคนเข้าไปเอาพระในถ้ำกันมากขึ้น

พระถ้ำเสือเมื่อรู้จักกันดีในบรรดาชาวบ้านอู่ทองแล้ว ก็เริ่มมีความนิยมแพร่หลายไปในตัวจังหวัดสุพรรณบุรี และเริ่มมีผู้ที่ได้รับประสบการณ์มากขึ้น ก็เป็นที่แสวงหากันมากขึ้นโดยลำดับ พระที่อยู่ในถ้ำเสือก็หมดไปจากถ้ำแห่งนี้ แต่ก็มีคนเที่ยวค้นหาพระตามถ้ำต่างๆ อีกหลายๆ ถ้ำ และก็มีผู้พบพระในถ้ำอื่นๆ อีกเช่น ถ้าเขานกจอด เขากระจิว พบในเจดีย์ที่เขาพระ วัดหลวง และที่เขาดีสัก เป็นต้น การพบพระในที่ต่างๆ ในเขตอำเภออู่ทองนี้ พุทธลักษณะจะคล้ายๆ กันมาก และต่างก็เรียกชื่อกันว่าพระถ้ำเสือทั้งสิ้น พระที่พบแบ่งออกได้หลายขนาด คือ พระพิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก และพิมพ์จิ๋ว แต่พระพิมพ์กลางและพิมพ์เล็กก็ยังสามารถแบ่งแยกออกเป็นแม่พิมพ์ได้อีกหลายพิมพ์ เช่น พระพิมพ์กลางยังแยกเป็นพิมพ์หน้าหนุ่ม พิมพ์หน้าฤๅษี พิมพ์เล็กแยกได้เป็น พิมพ์หน้าแก่ พิมพ์หน้าหนุ่ม พิมพ์หน้านาง เป็นต้น พระถ้ำเสือที่พบนั้นเป็นพระเนื้อดินเผาทั้งสิ้น ออกเป็นประเภทเนื้อดินผสมกรวด

ปัจจุบันสนนราคาของพระถ้ำเสือค่อนข้างสูง จึงมีการปลอมแปลงกันหลากหลายฝีมือ ถ้าจะเล่นหาก็ต้องศึกษาให้ดีก่อนเช่าหาครับ พุทธคุณของพระถ้ำเสือนั้นเด่นทางด้านอยู่ยงคงกระพันและแคล้วคลาด

ในวันนี้ผมได้นำรูปพระถ้ำเสือ พิมพ์เล็กหน้าแก่ มาให้ชมกันครับ

พระร่วงสุพรรณบุรี (พระร่วงเมืองสุพรรณ) มีดีไม่แพ้ใคร

พระร่วงสุพรรณบุรี (พระร่วงเมืองสุพรรณ) มีดีไม่แพ้ใคร



พระร่วง พระกรุเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ด้วยพุทธลักษณะที่งดงามสง่า กับพุทธคุณอันเป็นเลิศ โดยเฉพาะด้านแคล้วคลาดคงกระพันชาตรีเป็นที่ปรากฏแก่ผู้บูชา แรกเริ่มเดิมที มีการค้นพบที่จังหวัดสุโขทัยและศรีสัชนาลัย "ดินแดนแห่งพระร่วงเจ้า" แต่ความจริงแล้วพระร่วงนั้น มีการค้นพบที่จังหวัดอื่นๆ ด้วย

ทั้งพระร่วงยืนและพระร่วงนั่ง ซึ่งก็มีพุทธศิลปะงดงาม มีความเป็นเลิศทางพุทธคุณ อีกทั้งทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี และมีค่านิยมเป็นที่แสวงหาอย่างกว้างขวางในแวดวงนักนิยมสะสมพระเครื่อง พระบูชา ไม่แพ้กันเลยทีเดียว ที่มีความโดดเด่นก็น่าจะต้องยกให้ "พระร่วงเมืองสุพรรณ" ยกตัวอย่างพระร่วงยืน มีอาทิ

"พระร่วงยืน กรุวัดคูบัว" อำเภอบางปลาม้า นับเป็นกรุแรกของจังหวัดสุพรรณบุรี แตกกรุเมื่อปีพ.ศ.2476 เป็นพระเนื้อสนิมแดง เคลือบด้วยสนิมไขขาว บางองค์มีสีแดงเข้มมาก พุทธศิลปะเป็นแบบศิลปะสมัยอู่ทองล้อลพบุรี พุทธลักษณะ พระเกตุเวียน ลำพระองค์ล่ำสันอวบอ้วน พระหัตถ์และพระบาทใหญ่ มีพุทธคุณเยี่ยมยอดในทางแคล้วคลาดและคงกระพันชาตรี

"กรุวัดปู่บัว" ตำบลวิหารแดง อำเภอเมือง แตกกรุในราวปีพ.ศ.2476 เช่นกัน แต่หลังกว่ากรุวัดคูบัวเล็กน้อย เป็นพระเนื้อตะกั่วสีแดงเข้ม พระพุทธศิลปะแบบสมัยอู่ทอง มีทั้ง พิมพ์เศียรโต พิมพ์รัศมี พิมพ์ตาโปน ฯลฯ โดย "พิมพ์เศียรโต"จะเป็นพิมพ์นิยม พุทธคุณของทุกๆ พิมพ์ จะเป็นเลิศด้านคงกระพันชาตรีเป็นที่ปรากฏ

"กรุวัดลาวทอง" อำเภอเมือง พระกรุนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพระเนื้อตะกั่วสนิมแดง มีพุทธศิลปะแบบศิลปะลพบุรีและอู่ทอง นอกจากนี้ ยังพบพระเครื่องอื่นๆ อีกมากมาย เช่น พระร่วงนั่ง พระนาคปรก และพระซุ้มนครโกษา เป็นต้น ซึ่งทุกพิมพ์ล้วนมีพุทธคุณเป็นเลิศในด้านแคล้วคลาดและคงกระพันชาตรีทั้งสิ้น

"กรุหนองแจง" อำเภอดอนเจดีย์ แตกกรุประมาณปีพ.ศ.2508 พระส่วนใหญ่เป็นพระเนื้อตะกั่วสนิมแดง พุทธศิลปะแบบสมัยอู่ทองล้อลพบุรี มีหลายพิมพ์ อาทิ พิมพ์ข้างรัศมี พิมพ์เศียรโต พิมพ์ยกมือซ้าย ฯลฯ แต่ที่เป็นพิมพ์นิยมคือ 'พิมพ์ข้างรัศมี' มีพุทธคุณเข้มขลังในด้านแคล้วคลาดคงกระพันชาตรีเช่นกัน

"กรุบ้านหัวเกาะ" อำเภอเมือง แตกกรุออกมาในราวปีพ.ศ.2510 เป็นพระเนื้อชินตะกั่วสนิมแดงแทบทั้งหมด และได้รับการยกย่องว่า 'เป็นพระกรุ ที่มีสนิมแดงที่แดงที่สุดของสุพรรณบุรี' มีพุทธศิลปะแบบสมัยลพบุรีต่อกับสมัยอู่ทอง นอก จากนี้ยังมี พระร่วง นั่ง พระซุ้มนครโกษา และพระพิมพ์อื่นๆ อีกด้วย มีพุทธคุณเข้มขลังไปทางด้านคงกระพันชาตรี

นอกจากนี้ ยังมีการขุดค้นพบพระร่วงยืนในอีกหลายๆ กรุพระ ของจังหวัดสุพรรณบุรี ในปีหลังๆ ออกไป อาทิ กรุท่าเสด็จ แตกกรุเมื่อปีพ.ศ.2513, กรุสองพี่น้อง (บางลี่) แตกกรุปีพ.ศ.2513, กรุหนองกระโดน แตกกรุปีพ.ศ.2525, กรุสวนแตง แตกกรุเมื่อปีพ.ศ.2532 และกรุวัดราชเดชะ แตกกรุ ปีพ.ศ.2535 แต่ถ้าจะพูดถึงเรื่องของพุทธคุณแล้ว เชื่อมั่นได้เลยว่า พระร่วงทุกพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็น พระร่วงยืนหรือนั่ง จะเป็นพระกรุไหน จังหวัดใด

ถ้าขึ้นชื่อว่า "พระร่วง" ก็ล้วนมีความเป็นเลิศในด้านแคล้วคลาดและคงกระพันชาตรีทั้งสิ้น ครับผม

ประวัติความเป็นมา พระร่วง กรุบ้านหัวเกาะ จังหวัดสุพรรณบุรี

ประวัติความเป็นมา พระร่วง กรุบ้านหัวเกาะ จังหวัดสุพรรณบุรี





สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน ในจังหวัดสุพรรณบุรีนั้นมีพระกรุมากมายหลายกรุ พระที่พบมีทั้งพระบูชาและพระเครื่อง พระบูชาที่พบก็พบพระที่มีศิลปะแบบลพบุรีและแบบอู่ทองสุวรรณภูมิ พระเครื่องก็พบทั้งเนื้อดินเผา เนื้อชิน โดยเฉพาะเนื้อชินตะกั่วสนิมแดงนั้นนับได้ว่าพบมากที่สุด และมีผิวสีของสนิมแดงสวยงามมาก พระร่วงบ้านหัวเกาะก็เป็นพระเครื่องที่มีผิวสนิมสดใสงดงามมากกรุหนึ่งของสุพรรณบุรี

บ้านหัวเกาะ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 ตำบลพิหารแดง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี ฝั่งทิศตะวันออกของแม่น้ำสุพรรณ อยู่ห่างตัวตลาดขึ้นไปสัก 2-3 ก.ม. การแตกกรุของพระกรุนี้ก็เนื่องมาจากที่บริเวณบ้านของลุงฉั่ง ซึ่งบ้านแกอยู่ริมแม่น้ำสุพรรณ หน้าบ้านแกมีเนินดินเล็กๆ อยู่เนินหนึ่ง ซึ่งก็เกือบจะราบเป็นพื้นดินธรรมดา ที่เนินดินนี้แปลกอยู่หน่อยที่เป็นทรายปะปนอยู่มาก ลูกชายของแกต้องการดินเอามาถมคอกม้า จึงได้ไปขนทรายในบริเวณนั้นมาถมคอกม้า ขุดไปขุดมาก็บังเอิญไปพบแผ่นอิฐที่ฝังอยู่ประปรายเข้า จึงสงสัย และคิดว่าจะลองขุดดูในตอนกลางคืนเนื่องจากในจ.สุพรรณฯนี้ถ้าขุดดินแล้วเจอทรายและแผ่นอิฐก็มักจะเจอกรุพระ ซึ่งก็เป็นแบบนี้อยู่เสมอๆ

ในคืนวันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2510 ก็ได้ขุดและพบพระเครื่องเนื้อชินสนิมแดง ซึ่งบรรจุอยู่ในภาชนะคล้ายโอ่งดินเผาขนาดใหญ่ มีพระเครื่องบรรจุอยู่มากมาย ประมาณกันว่า 3,000-4,000 องค์ พร้อมกันนี้ก็พบพระบูชาเนื้อสัมฤทธิ์ ศิลปะลพบุรีอีกหนึ่งองค์

ต่อมาจึงได้นำพระเครื่องออกมาในตลาดเพื่อให้เช่าบูชา ในช่วงแรกๆ สนนราคาก็ไม่สูงนัก แค่ไม่ถึงร้อย และราคาก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นองค์ละหลายร้อยจนถึงพัน มีการพูดคุยกันถึงพระร่วงของกรุบ้านหัวเกาะนี้ว่ามีผิวสนิมที่แดงสดสวยงามมาก บางองค์ที่สนิมแดงจับทั่วทั้งองค์สวยงาม บ้างก็เป็นสนิมไขจับทั่วองค์ ในองค์ที่สนิมแดงจับมากๆ จะสวยงามมาก ผิวสนิมแตกใยแมงมุม ทำให้พิจารณาง่าย เพิ่มความมีเสน่ห์ของพระยิ่งขึ้น เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากเกี่ยวกับพระกรุนี้ จึงทำให้ขยายข่าวไปอย่างกว้างขวาง

ต่อมาทางการทราบข่าวจึงเข้ามาดำเนินการควบคุมทันที และได้ขุดต่อลงไป ก็พบไหเล็กๆ ภายในบรรจุอัฐิอยู่เล็กๆ น้อยๆ กับพบหินบดสิ่งของอันหนึ่ง เป็นหินสีเขียว นอกนั้นไม่พบอะไรต่อ

พระเครื่องที่ถูกพบไปก่อนหน้านี้นั้นมีอยู่ด้วยกัน 6 พิมพ์ เช่น พระร่วงยืนยาว พระร่วงยืนตอ พระนครโกษากับพระร่วงยืนตอ ส่วนพระร่วงยืนยาวมีจำนวนน้อย แต่ก็มีมากกว่าพระร่วงนั่งปารมารวิชัย ส่วนพระร่วงพิมพ์ซุ้มปรางค์มีพบเพียง 3 องค์เท่านั้น พระร่วงเนื้อชินสนิมแดงของกรุบ้านหัวเกาะนี้นับว่ามีผิวสนิมแดงที่สวยงามกว่าเกือบทุกกรุ สีแดงมันปู แดงเลือดนก แดงน้ำตาลอ่อน แดงปนน้ำตาลไหม้ แดงปนส้ม เป็นต้น ส่วนบางองค์ที่เป็นเพียงสนิมไขขาวเคลือบอย่างเดียวก็มีบ้างแต่มีจำนวนน้อย พระบางองค์สนิมเกาะกินโลหะจนแทบไม่เหลือเนื้อตะกั่วเลยก็มีครับ

ในวันนี้ผมได้นำรูปพระบ้านหัวเกาะ หรือ  พระร่วงกรุบ้านหัวเกาะบางส่วนมาให้ชมกันด้วยครับ

ประวัติการขุดค้นพบ พระกำแพงเชยคางข้างเม็ด กรุวัดชุมนุมสงฆ์ จังหวัดสุพรรณบุรี

ประวัติการขุดค้นพบ พระกำแพงเชยคางข้างเม็ด กรุวัดชุมนุมสงฆ์ จังหวัดสุพรรณบุรี




"กรุวัดชุมนุมสงฆ์ เป็นกรุใหญ่อีกกรุหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีการค้นพบ พระพิมพ์มากมาย ซึ่งล้วนเป็นที่นิยมสะสมและแสวงหาในแวดวงนักนิยมสะสมพระเครื่องทั้งหลาย และหนึ่งในนั้นคือ พระกำแพงเชยคาง"

วัดชุมนุมสงฆ์ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณฯ ที่ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี กรุวัดชุมนุมสงฆ์แตกกรุเมื่อประมาณต้นเดือนตุลาคม ปีพ.ศ.2504 โดยมีกลุ่มคนลักลอบขุดองค์พระเจดีย์ได้พระเครื่องกำแพงศอกเนื้อชินไปเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ก็ยังมีพระเครื่องพิมพ์ต่างๆ อีกมากมายทั้งพิมพ์ยืนและพิมพ์นั่ง อาทิ พระลีลาเชยคาง, พระลีลาประภามณฑล, พระลีลาฝักดาบ, พระลีลาใบหอก, พระลีลาหลังเข็ม, พระลีลาบัวโค้ง, พระลีลาคู่, พระขุนแผนเรือนแก้ว, พระขุนแผนใบมะยม, พระนาคปรก, พระอู่ทองซุ้มนาค, พระลีลากำแพงเกียก, พระนารายณ์ทรงปืน และ พระตรีกาย เป็นต้น

'พระลีลาเชยคาง' หรือที่เรียกกันว่า 'พระกำแพงเชยคางข้างเม็ด' เช่นเดียวกับที่จังหวัดกำแพงเพชร ด้วยลักษณะพิมพ์ทรงและเอก ลักษณ์เฉพาะมีความใกล้เคียงกันนั้น ค้นพบเมื่อครั้งที่มีการเปิดกรุวัดชุมนุมสงฆ์อย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ.2504 เป็นพระพิมพ์เนื้อชินเงินซึ่งออกจะแก่เงิน ทำให้เนื้อแข็งกว่าพระพิมพ์เนื้อชินของกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุซึ่งแก่ตะกั่ว

สันนิษฐานว่า พระกำแพงเชยคางข้างเม็ด กรุวัดชุมนุมสงฆ์ เป็นพระสมัยอยุธยาตอนต้น ในราวปีพ.ศ.1967 นับถึง ณ ปัจจุบัน ถือว่าเป็นพระกรุที่มีความเก่าแก่มาก มีพุทธศิลป์ที่อ่อนช้อยงดงามแสดงถึงศิลปะบริสุทธิ์อันเป็นเอกลักษณ์ของไทยอย่างแท้จริง ลักษณะพิมพ์ทรงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านบนเรียวแหลม ยกขอบเป็นเส้นลวดนูน 2 ชั้น ประกอบด้วยลายกนกไทย ส่วนฐานกว้างประมาณ 2.5 ซ.ม. สูงประมาณ 8 ซ.ม.

พุทธลักษณะ องค์พระประธานประทับยืน แสดงปางลีลา บนฐานบัว 2 ชั้น พระหัตถ์ข้างซ้ายขององค์พระยกขึ้นแนบพระอุระคล้ายการเชยคาง พระเกศจิ่ม แหลม และยาวจดเส้นซุ้ม เส้นไรพระศกเป็นเส้นนูนชัดเจน พระพักตร์รูปไข่ ส่วนล่างค่อนข้างแหลม ปรากฏพระเนตร พระนาสิก และพระโอษฐ์ โดยเฉพาะพระเนตรนูนเด่นคล้ายตาตั๊กแตน พระเศียรเอนไปด้านซ้ายเล็กน้อย พระอังสาด้านขวาขององค์พระยกขึ้นเล็กน้อย และมีการแอ่นเอนของพระวรกาย แสดงความสมดุลและกลมกลืนได้อย่างสละสลวย การวาดลำพระกรทั้ง 2 ข้างอ่อนช้อยและเน้นเส้นลึกชัด ส่วนชายจีวรเส้นจะแผ่วบาง

ความกลมกลืนต่างๆ ในพุทธศิลปะและพุทธลักษณะของพระกำแพงเชยคางข้างเม็ด กรุวัดชุมนุมสงฆ์ จังหวัดสุพรรณบุรี กอปรกับพุทธ คุณอันเลื่องลือในด้านคงกระพันชาตรีเป็นเลิศ และโดดเด่นเด่นทางโชคลาภ ความเจริญก้าว หน้าตามแบบฉบับของพระลีลา ทำให้เป็นที่ยอมรับและนิยมสะสมกันมากเอาการ จุดสำคัญในการพิจารณาคือ "ความเก่า"

อย่าลืมทีเดียวว่า พระเนื้อชินบรรจุในกรุเป็นเวลาเนิ่นนานเกือบ 600 ปี ต้องพิจารณาคราบกรุ สนิมไข รอยร้าวและรอยระเบิดให้ดีๆ ครับผม

ประวัติ การขุดค้นพบ พระนาคปรก กรุวัดลาวทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

ประวัติ การขุดค้นพบ พระนาคปรก กรุวัดลาวทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระกรุเนื้อชินสนิมแดงอีกองค์หนึ่งที่เราจะมาคุยกันในวันนี้ก็คือ พระนาคปรก กรุวัดลาวทอง สุพรรณบุรี ซึ่งผมว่าเป็นพระนาคปรกเนื้อชินสนิมแดงที่สวยงามมากที่สุด ทั้งศิลปะและเนื้อสนิมแดงครับ เรามารู้จักกับกรุวัดลาวทองกันนะครับ

วัดลาวทอง ตั้งอยู่ที่ตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสุพรรณ แต่เดิมวัดแห่งนี้มีชื่อว่าวัดเลา ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดลาวทอง เนื่องจากในฝั่งทางด้านนี้มีวัดเก่าอยู่หลายวัด เช่น วัดพลายชุมพล วัดศรีมาลา วัดพลายงาม เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกันตามวรรณคดี เรื่องขุนช้างขุนแผน จึงได้เปลี่ยนเป็นชื่อวัดลาวทอง

เดิมทีวัดลาวทองเป็นวัดร้าง มีพระ อุโบสถเก่าๆ อยู่หลังหนึ่ง ซึ่งเหลือเพียงแต่ซากอิฐหักพังไม่มีหลังคา มีพระพุทธรูปเก่าแก่อยู่ในพระอุโบสถ และยังมีพระเจดีย์ร้างอยู่อีกหลายองค์ สันนิษฐานว่า วัดนี้สร้างมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยายุคปลาย ปัจจุบันได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์กลับมาเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา มีโรงเรียนประชาบาล และมีความเจริญวัดหนึ่ง

การแตกกรุของพระกรุวัดลาวทองนี้ ในปีพ.ศ.2504 ตาป้อม ภารโรงของโรงเรียนวัดลาวทอง ได้ปลูกสร้างบ้านที่อยู่อาศัยใหม่ในบริเวณโรงเรียน ขณะที่ขุดหลุมเสาก็ได้พบกับโอ่งขนาดย่อมใบหนึ่งฝังอยู่ในดิน ตาป้อมและลูกชายจึงได้ช่วยกันเปิดฝาโอ่ง ปรากฏว่าภายในโอ่งได้พบพระเครื่องเนื้อชินตะกั่วและพระบูชาเนื้อสัมฤทธิ์เป็นจำนวนมาก จึงได้ช่วยกันลำเลียงพระขึ้นไปเก็บไว้ที่บ้านหลังเก่าของแก หลังจากนั้นก็ได้แบ่งพระเครื่องไปขายในตัวจังหวัดแรกๆ ก็ไม่ค่อยมีใครสนใจนัก มีคนเช่าหาเอาไว้บ้างไม่กี่องค์ มีครูท่านหนึ่งก็ได้เช่าเอาไว้สองสามองค์ พอแกเข้ามาที่ กทม.เพื่อสอบ ก็เลยถือโอกาสเอาพระนาคปรกไปโชว์ที่สนามวัดมหาธาตุ เซียนก็แย่งกันซื้อ เนื่องจากสนิมแดงจัดสวยงาม และศิลปะก็งดงาม ดูง่ายว่าเป็นพระเก่า ครูท่านนั้นก็กลับไปเช่าพระเข้ามาอีกและส่งมาทางกทม. จนได้กำไรมากโขอยู่ ต่อมาทางการเริ่มระแคะระคายเรื่องการแตกกรุ ตาป้อมจึงได้นำพระทั้งหมดที่เหลือย้ายไปไว้ที่เมืองกาญจน์ ต่อมาพระที่นำไปฝากไว้ก็ถูกนำออกมาให้เช่าไปจนหมด

พระที่ถูกขุดพบบริเวณวัดลาวทองนั้น พิจารณาจากศิลปะแล้ว เป็นศิลปะขอมแบบลพบุรีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปหรือพระเครื่องก็ตาม เนื้อหาอายุความเก่าก็ถึงยุคลพบุรี สันนิษฐานว่าพระทั้งหมดนี้สร้างขึ้นในสมัยลพบุรี แต่โบราณสถานไม่มีหลงเหลือให้เห็น ซึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรีก็มีพระเครื่องพระพุทธรูป ศิลปวัตถุที่เก่าแก่ถึงสมัยทวารวดีและลพบุรีอีกหลายแห่ง แสดงให้เห็นว่าบริเวณแถบนี้เป็นแหล่งวัฒนธรรมและชุมชนโบราณสืบทอดต่อกันมายาวนาน ส่วนวัดลาวทองที่สร้างขึ้นในภายหลังนั้นก็บังเอิญสร้างอยู่ตรงบริเวณที่อาจจะเป็นโบราณสถานเดิมก็เป็นได้

พระพุทธรูปที่พบมีทั้งพระพุทธรูปยืน และพระพุทธรูปนั่ง เนื้อสัมฤทธิ์ ส่วนพระเครื่องที่พบนั้น เป็นพระร่วงยืน พระร่วงนั่งสมาธิ และมารวิชัย พระพิมพ์ซุ้มนครโกษา ที่พบเป็นพระนารายณ์สี่กรก็มีแต่พบน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นพระปางนาคปรก ซึ่งสามารถแยกพิมพ์ได้เป็น พระปรกแบน พระปรกชีโบ พระปรกผมเม็ด พระปรกเล็ก ซึ่งพระนาคปรกของกรุนี้ได้รับความนิยมมาก เนื้อพระเป็นเนื้อชินสนิมแดง มีไขขาวปกคลุมทั่วทั้งองค์ ต้องล้างเอาไขขาวออกบ้างจึงจะเป็นเนื้อสนิมแดงสดใสงดงาม บางองค์จะมีสนิมสีครามปนสวยงาม ซึ่งก็เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของพระกรุนี้

พระนาคปรกพิมพ์ปรกแบนของกรุนี้มีพุทธลักษณะคล้ายคลึงกับพระนาคปรกของกรุวัดพระศรีมหาธาตุลพบุรีมาก ผิดกันที่เนื้อชินเท่านั้น พระนาคปรกของกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุลพบุรีจะเป็นเนื้อชินเงิน แต่ของกรุวัดลาวทองจะเป็นเนื้อชินตะกั่วสนิมแดงครับ

ประวัติการขุดค้นพบ พระขุนแผน กรุวัดพระรูป จังหวัดสุพรรณบุรี

ประวัติการขุดค้นพบ พระขุนแผน กรุวัดพระรูป จังหวัดสุพรรณบุรี




พุทธคุณเป็นเลิศทางด้านคงกระพันชาตรีและเมตตามหานิยมเป็นที่ปรากฏ จนเป็นที่แสวงหาของนักนิยมสะสมพระเครื่องอย่างกว้างขวาง

'กรุวัดพระรูป' เป็นกรุพระขึ้นชื่ออีกกรุของเมืองสุพรรณบุรี มีการค้นพบพระพิมพ์ต่างๆ ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองสุพรรณ ถึงแม้ตัวกรุ คือ 'วัดพระรูป' นั้น ค่อนข้างเป็นที่รู้จักน้อยนัก ทั้งที่เป็นวัดที่ทรงคุณค่าทั้งด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีของไทยวัดหนึ่งทีเดียว

วัดพระรูป ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี ตรงข้ามกับตัวตลาดของจังหวัด เป็นวัดเก่าแก่มากวัดหนึ่งที่ผ่านทั้งความเจริญรุ่งเรืองและความเสื่อมจนกลายเป็นวัดร้างมาแล้วหลายครั้งหลายครา

โบราณสถานและโบราณวัตถุอันล้ำค่าของวัดเป็นทั้งแบบพุทธศิลปะสมัยทวารวดี พระเจดีย์ศิลปะสมัยอู่ทอง รอยพระพุทธบาทไม้จำหลักที่มีศิลปะงดงาม อันนับเป็นสมบัติล้ำค่าและทรงคุณค่าของชาติและศาสนา อีกทั้งพระพุทธรูปปางไสยาสน์ก่ออิฐถือปูนขาวโบราณ พุทธศิลปะอู่ทอง ที่เรียกได้ว่าเป็นผลงานชั้นครูทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมี ระฆังอายุ 200 ปี เก๋งจีน และธรรมาสน์สังเค็ดสมัยอยุธยา นับเป็นพุทธสถานที่มีค่าควรเมืองและควรแก่การอนุรักษ์ เพื่อเป็นมรดกล้ำค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีสืบไป แต่ 'วัดพระรูป' กลับกลายเป็นวัดที่รู้จักของคนทั่วไปน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก

ในปี พ.ศ.2378 ท่านมหากวีเอกของไทย 'สุนทรภู่' ได้เดินทางมาที่ จ.สุพรรณบุรี และได้กล่าวถึง 'วัดพระรูป' ไว้ในโคลงนิราศเมืองสุพรรณ ตอนหนึ่งว่า

"..ฝั่งซ้ายฝ่ายฟากโน้น พิสดาร

มีวัดพระรูปบุราณ ท่านสร้าง

ที่ถัดวัดประตูสารสงฆ์สู่ อยู่เอย

หย่อมย่านบ้านขุนช้าง ชิดข้างสวนบัลลังก์"

วัดพระรูป ยังเป็นแหล่งกำเนิดพระกรุเก่ามาก มายที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมสะสมอย่างกว้างขวาง เรียกขานกันว่า 'พระกรุวัดพระรูป' พระเครื่องที่ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นพระขุนแผนตระกูลหนึ่งเรียกกันว่า 'ขุนแผนพระรูป' อย่างที่ทราบกันว่าเมืองสุพรรณบุรีเป็นเมืองของ 'พระขุนแผน' โดยแท้

'ขุนแผนกรุวัดพระรูป' สร้างในสมัยอู่ทอง ซึ่งนับว่ามีอายุเก่าแก่กว่าพระตระกูลขุนแผนทั้งหมด มีทั้งเนื้อหยาบและเนื้อละเอียด พุทธลักษณะ องค์พระประธานประทับนั่ง แสดงปางมารวิชัย ภายในซุ้มเรือนแก้ว พระพักตร์ยาว พิมพ์ด้านหลังเป็นหลังอูม ลักษณะพิมพ์ทรงคล้ายไข่ผ่าซีก โดยแบ่งแยกออกไปอีกเป็น 2 พิมพ์ คือ พิมพ์ไข่ผ่าซีก และ พิมพ์แตงกวาผ่าซีก

พิมพ์ไข่ผ่าซีก จะมีลักษณะคล้ายไข่ไก่ผ่าซีก

พิมพ์แตงกวาผ่าซีก ลักษณะจะเรียวยาว และเล็กกว่าพิมพ์ไข่ผ่าซีก

พระขุนแผนพระรูป ทั้ง 2 พิมพ์นี้ มีพุทธคุณเป็นเลิศทางด้านคงกระพันชาตรีและเมตตามหานิยมเป็นที่ปรากฏ จนเป็นที่แสวงหาของนักนิยมสะสมพระเครื่องอย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ 'พระกรุวัดพระรูป' ที่ขุดค้นพบยังมีอาทิ พระพลายงาม พระขุนไกร พระกุมารทอง (พระยุ่ง) พระสีกร พระมอญแปลง พระประคำรอบ พระนาคปรกชุมพล ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นพระกรุเก่าที่ได้รับความนิยมทั้งสิ้น

ส่วนสนนราคาก็จะลดหลั่นกันไปตามค่านิยมและความสมบูรณ์ขององค์พระครับผม

ประวัติและความเป็นมา พระกรุ วัดสำปะซิว จังหวัดสุพรรณบุรี

ประวัติและความเป็นมา พระกรุ วัดสำปะซิว จังหวัดสุพรรณบุรี





เมืองสุพรรณบุรีเป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีชุมชนอยู่อาศัยต่อเนื่องมาเป็นเวลาช้านานแต่โบราณกาล มีอยู่ช่วงหนึ่งหลังเสียกรุงในปีพ.ศ.2310 ก็ถูกปล่อยให้รกร้างอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาจนถึงในปีพ.ศ.2379 สุนทรภู่ กวีเอกของไทย ได้เดินทางโดยทางน้ำมาสุพรรณบุรี เมื่อพบเห็นอะไรก็ได้จดบันทึกเป็นโคลงสี่สุภาพไว้คือ "โคลงนิราศเมืองสุพรรณ" ในตอนหนึ่งผ่านย่านสำปะซิว ก็ได้ประพันธ์ไว้ดังนี้

สำปะทิว งิ้วง้าวสะล้าง กร่างไกร

ถิ่นท่าป่ารำไร ไร่ฝ่าย

เจ๊กอยู่หมู่มอญไทย ทำถั่ว รั้วเอย

ปลูกผักฟักกล้วยกล้าย เกลื่อนทั่วทางขจร

จากนิราศเมืองสุพรรณ ก็ทำให้พอนึกภาพสำปะทิวในสมัยนั้นได้พอสมควร สำปะทิวก็คือ สำปะซิว และวัดสำปะซิวนี้ก็เป็นชื่อเรียกพระกรุ กรุหนึ่งว่าพระกรุวัดสำปะซิว ซึ่งความเป็นจริงการพบพระกรุนี้ไม่ได้พบภายในวัดสำปะซิว แต่มีผู้ขุดพบพระเครื่องที่ใกล้ๆ กับวัดสำปะซิว ผู้ที่พบก็คือ

นายดี มาแสง บ้านอยู่ไปทางทิศเหนือของวัดสำปะซิว ได้ขุดดินบริเวณบ้านตรงริมรั้วบ้านของตัวเอง และบังเอิญไปพบ พระเครื่องเนื้อดินเผาเข้าจำนวนหนึ่ง

ในส่วนทางด้านทิศใต้ของวัดก็เคยมี ผู้ขุดพบพระบูชาสมัยลพบุรีอยู่หลายครั้งหลายหนเช่นกัน สันนิษฐานว่าบริเวณนี้น่าจะเคยเป็นแหล่งชุมชนสืบต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน

สาเหตุที่เรียกพระกรุเนื้อดินกรุนี้ว่า "กรุวัดสำปะซิว" ก็เนื่องจากหลังจากที่พบพระเครื่องดังกล่าว และมีการนำพระออกมาสู่นักสะสมและถามถึงที่มา ก็มักจะตอบว่า "พระกรุวัดสำปะซิว" ซึ่งเป็นย่านที่มาของการพบพระเครื่อง พระเครื่องของกรุนี้จึงเป็นชื่อเรียกกันต่อๆ มาจนทุกวันนี้

พระเครื่องที่พบในครั้งนั้นมีพระพิมพ์ต่างๆ คือ พระพิมพ์ซุ้มนครโกษา พระพิมพ์ท่ามะปราง หรือบางท่านในสมัยก่อนเรียกว่า นางสำปะซิวก็มี พระพิมพ์นารายณ์ทรงปืน พระพิมพ์ซุ้มปรางค์ เป็นต้น พระเครื่องทั้งหมดที่พบเป็นพระเนื้อดินเผา ประเภทเนื้อหยาบมักปรากฏเม็ดกรวดปะปนอยู่ในเนื้อพระ เป็นประเภทเนื้อแกร่ง สีที่พบมักจะเป็นสีอิฐ สีนวลๆ และสีดำซึ่งเป็นสีที่พบน้อยกว่าสีอื่นๆ

พระกรุวัดสำปะซิวที่พบเห็นกันมากหน่อย และเป็นพิมพ์นิยมของกรุนี้ก็คือ พิมพ์ซุ้มนครโกษา ลักษณะคล้ายๆ กับพระซุ้มนครโกษาของลพบุรี สันนิษฐานว่าคงสร้างล้อแบบศิลปะลพบุรี ส่วนอีกพิมพ์หนึ่งที่นิยมก็คือพิมพ์ท่ามะปราง พุทธลักษณะก็คล้ายกับพระท่ามะปรางของทางจังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย และกำแพงเพชร แต่จะมีพุทธลักษณะต้อๆ กว่าของกรุอื่นๆ ส่วนมากมักจะมีปีกกว้างออกมา ส่วนพิมพ์ซุ้มปรางค์และพิมพ์นารายณ์ทรงปืนก็สร้างล้อศิลปะลพบุรีเช่นกัน พิจารณาศิลปะโดยรวมของพระกรุนี้สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในตอนปลายสมัยสุโขทัยต่ออยุธยาตอนต้น

ในปัจจุบันก็ไม่ค่อยได้พบเห็นพระกรุนี้มากนัก นับวันค่อนข้างจะหายากพอสมควรครับ พุทธคุณเด่นทางด้านแคล้ว คลาด คงกระพัน สนนราคาก็ยังไม่สูงนัก แต่ก็ไม่ค่อยพบเห็นกันนักครับ ในวันนี้ผมจึงได้นำรูปพระกรุสำปะซิว พิมพ์ซุ้มนครโกษาและพิมพ์ท่ามะปรางมาให้ชมกันครับ