เมื่อคืน ผมเปิดประเด็นว่า วันนี้เรียนอะไรดี
เพราะ เจตนาอยากทราบปัญหารายบุคคล ว่าใครยังไม่ชัดเรื่องอะไรครับ
แต่ก็เงียบๆ เลยขอประเด็น "ดูเป็น" ก่อนเลยครับ
เน้นที่พระสมเด็จก็ได้ ขอประเด็นที่สงสัย แบบชัดๆ ถามกว้างเกินไปตอบยากครับ
หลัก 3+2 ยังสงสัยไหม ใครยังไม่เข้าใจประเด็นไหนของพระสมเด็จวัดระฆัง เน้นวัดระฆังเลยก็ได้ เพราะหาง่ายที่สุดอยู่แล้ว
การหาง่ายต้องเริ่มจากการดูเป็นก่อน คนดูไม่เป็น ยังไงก็หายากแน่นอนครับ
มีคำถามว่าการที่พระสมเด็จประทับนั่งเอียงซ้าย นั้นควรจำไหม ผมเลยบอกว่าเป็นพุทธศิลป์ของทั้งสามวัดเลยครับ
การศึกษา น่าจะศึกษาเนื้อก่อน พุทธศิลป์ทำเก๊ง่าย
บทฝึกขั้นต้นก็คือการหยิบพระเนื้อผงใหม่ๆ ได้ถูกต้อง การปฏิบัติของจริงก็ต้องเดินตลาด แต่ก็ไม่แนะนำให้ก้าวกระโดดไปหาพระเก่าเลยทีเดียว เพราะหายากมักจะพลาดไปหยิบพระฝีมือมากกว่า เพราะยังไม่แม่นในหลักการ
ถ้ายังไม่แม่น ไม่ควรกระโดด เพราะ ท่านจะโดนพระทำเลียนแบบพระเก่า ที่ยังไงก็ไม่ควรหยิบ ก็แค่ เก๊ตาเปล่าธรรมดาๆ สู้ไปหยิบพระใหม่ๆ องค์ละห้าสิบ สามองค์ร้อย อะไรประมาณนั้นครับ
คือผมไม่แนะนำให้เริ่มที่พระเลียนแบบ
และสงสัยว่าทำไมจึงไปหยิบพระเก๊ตาเปล่าแบบนั้น คิดอะไรอยู่ในขณะหยิบ
ท่านทราบไหมว่า ทำไมจึงควรเริ่มที่พระใหม่ๆ
ที่จริงก็ คือ 1. หาง่าย 2. ราคาถูก พลาดไม่เจ็บมาก 3. เป็นการวัดการพัฒนาสายตา
ที่ว่าเก๊ตาเปล่าก็มาจากพิมพ์ผิดเยอะ
ถ้าไม่หยิบพระใหม่ แล้วจะฝึกสายตาโดยวิธีใด พระใหม่ๆ ช่วยได้มากครับ
เวลาส่อง ต้องขอดูด้านข้างด้วย เพื่อ ดูการงอกและการปริแยก เพราะเนื้อด้านข้างจะไม่แน่น จะงอกมากกว่าหน้าและหลัง
ด้านข้างนี้อาจจะกร่อนบ้าง เฉพาะพระใช้ พระใช้น้อยจะงอกมากกว่า ด้านข้างทำเก๊ยากเพราะพื้นที่แคบ พระใส่ตลับนาน มักเกาะหุ้มฟองน้ำไว้ด้วยเลย รักอาจจะพบในพระที่ยังไม่ล้าง มวลสารต่างๆ ยังไงก็ต้องมน โดยไม่เกี่ยวกับการล้าง
มีคำถามเกี่ยวกับพุทธศิลป์ มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร
ผมบอกว่า แต่ละบล็อกวงแขนจะต่างนิดหน่อย แต่พุทธศิลป์เดียวกัน ศอกซ้ายจะสูงกว่าขวาเล็กน้อย เพราะเป็นพุทธศิลป์
พระบาทซ้ายจะตรง และสุดที่ใต้เข่า แต่ละบล็อกอาจจะไม่เหมือนกัน แต่พุทธศิลป์เดียวกัน และถ้าการติดไม่ชัด แค่น่าสงสัย อาจจะไม่เก๊ ฐานแข้งจะเว้า เท้าไม่สูงกว่าเข่า ของเก๊มักจะทำเท้าสูงกว่าเข่า
เวลาถ่ายรูป ควรถ่ายชัด จะจำได้เร็ว ถ่ายเบลอร์ๆ จะดูยากและจำยาก จุดนูนสูงย่อมกร่อนมากกว่า
พุทธศิลป์ต้องจำให้ได้ แค่เข้าใจไม่พอครับ ผมจึงเน้นให้ดูเนื้อจะง่ายกว่าเยอะ เพราะเมื่อเนื้อใช่แปลว่า พระแท้ แต่ไม่รู้ที่ พิมพ์ใช่จึงจะรู้ที่ ว่า แน่นอนของวัดระฆังที่มีเนื้อหลักๆ สามแบบ แก่ปูน แก่ผง และเทียนขัย
ฐานศีล เป็นแท่งสี่เหลี่ยมคางหมู มีติ่งเชื่อมกรอบซุ้มกับฐานศีล ที่เป็นระดับพุทธศิลป์เลย ไปอ่านที่ผมวิเคราะห์ไว้แล้วในเวบ gotoknow
เกศพริ้วสะบัดก็เป็นพุทธศิลป์และบล็อกครับ ขอให้รู้ว่าไม่บิดซ้ายก็บิดขวาก็พอ แต่ส่วนใหญ่บิดไปทางซ้ายมือเรา เป็นความหมายของ "การรู้แจ้งในโลก -โลกวิทู" เป็นจุดแรกที่ผมจะดูวัดระฆัง ถ้าเกศไม่พลิ้ว วางเลยครับ ถ้าพลิ้วค่อยลุ้นต่อ
สำหรับเส้นซุ้ม เป็นพุทธศิลป์ใหญ่ของ "ซุ้ม ก" เลย เป็นที่มาของคำว่า ซุ้ม ก เป็นพุทธศิลป์หลักเลย จุดหักก็ ปาก ก ไก่
ส่วนการโค้งงออื่นๆนั้นเป็นการแกะบล็อก ถ้าตรงทื่อก็เก๊เลย
ฐานศีลจะมีการงอกสองขอบนอก ทำให้ดูยุบตรงกลาง พิมพ์ใหญ่หลายบล็อก ก็มีเส้นแซมสองเส้น
หลักสำคัญก็คือ ดูเนื้อให้ขาด 3+2 ดูพิมพ์ประกอบก็พอแล้วครับ รายละเอียดอื่นๆ ไม่ต้องจำมากก็ได้ แต่ถ้าจะดูเพื่อความงามและความสนุกนั้นก็อีกระดับหนึ่งครับ
บางท่านก็ถามลึกไปครับ
ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกท่านครับ
บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย ดร. แสวง รวยสูงเนิน
วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
สรุปบทเรียน ในกลุ่ม การดูพระแท้ ทางไลน์ 10 กรกฎาคม 2557
วันนี้ระว่างไปทำนา มีคนโทรมาหา อ้างว่าเป็นลูกศิษย์ จับหลักการ (หลักสาม) เนื้อดิน นำไปหยิบพระมาได้
ทำให้ผมดีใจมากๆๆหยุดทำนา รีบไปหยิบโนตในรถมาเปิดดูทันที
แต่พอให้ส่งมาดู ก็แค่เก๊ตาเปล่า ระดับพลาสติกอัด แบบหยาบๆ ระดับอนุบาล ยังไม่แต่งสีแต่งผิวด้วยซ้ำ พิมพ์ก็ไม่ใกล้เคียงอะไรเลย ประหลาดใจว่าเป็นไปได้ยังไง แล้วทำไมยังมากล้าอ้างหลักการที่ผมให้ไว้ ได้ไง ไม่เข้าใจจริงๆ
เลยสงสัยว่าเขาเป็นคนจริงๆหรือเปล่า หรือ แม้แต่ตัวเองก็เป็นคนเก๊
หลังจากเสร็จงานประจำวันที่นาไปตลาดพระวันนี้ ก็ยังได้บ้านกร่างมาอีกองค์ แสดงว่ากระแสบ้านกร่างยังไม่หยุด
ก็เลยเริ่มเปิดประเด็นพระบ้านกร่าง ไปก่อนก็แล้วกัน
โดยตั้งโจทย์ว่า..........
ใครยังคิดว่าจะยังหยิบบ้านกร่างไม่ถูก ให้อธิบายความไม่เข้าใจมาเลยครับเพราะหลักสำคัญที่ผมใช้ก็คือ
ทรายมน + ร่องทรายทุกเม็ด ทรายลอยหรือร่องทรายรอบเม็ดทราย ความหมายเดียวกัน
พระเก๊เม็ดทรายจะจมครับถ้าทั้งจมทั้งคม เก๊ตาเปล่าเลยครับ
ต่อจากนั้นมีคนนำพระชินราชเคลือบ ที่ผมก็เพิ่งเจอเก๊เฉียบ เกือบโดนในวันนี้
องค์เก๊เฉียบ ขาดลายมือ และความฉ่ำด้านหลัง และมีคราบสีน้ำตาลแปลกๆของแท้ดูที่ลายมือและความฉ่ำด้านหลัง
ก็หลักการ 3 เหี่ยว ฉ่ำ นวล นั่นแหละ
รอสักพัก ไม่มีคำถาม ผมเลยพากลับมาที่พระกรุบางขุนพรหม ที่ผมยังไม่เคยชี้ชัดมาก่อนมากนัก ก็คือคราบกรุบางขุนพรหม ที่ประกอบด้วยดินและทรายเป็นหลัก
ตำราชอบพูดมั่ว ปนกันระหว่างคราบปูนงอกและคราบกรุ คราบปูนงอกเป็นเม็ดไข่มุก ก็เป็นสัญลักษณ์ของ "กรุ" บางขุนพรหมที่เป็นคราบเกาะกับคราบตะกรัน (ปูนดิบ+ปูนสุก)องค์ที่พิมพ์วัดระฆัง เนื้อบางขุนพรหม คราบบางขุนพรหมจึงมั่นใจว่าเป็น "สองคลอง"
แต่ก็มีคำถามถึงพระสภาพใช้ คือพระกร่อน นี่คือศัพท์ของวงการครับ
ถ้าไม่กร่อนเขาเรียกพระเดิมๆ
และผมย้ำว่า พระในตลาดล่างนั้น เป็นพระดูยากเท่านั้น อย่าหวังเจอพระดูง่ายนะครับ จึงต้องจับหลักการต่างๆ ให้แม่นไงครับทั้งหลัก 1234+ ต่างๆ ตามชุดของเนื้อดิน ชิน ผง อย่าคิดไปเองเป็นอันขาด โดนแน่ๆ ครับ
ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกท่านครับ
บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย ดร. แสวง รวยสูงเนิน
ทำให้ผมดีใจมากๆๆหยุดทำนา รีบไปหยิบโนตในรถมาเปิดดูทันที
แต่พอให้ส่งมาดู ก็แค่เก๊ตาเปล่า ระดับพลาสติกอัด แบบหยาบๆ ระดับอนุบาล ยังไม่แต่งสีแต่งผิวด้วยซ้ำ พิมพ์ก็ไม่ใกล้เคียงอะไรเลย ประหลาดใจว่าเป็นไปได้ยังไง แล้วทำไมยังมากล้าอ้างหลักการที่ผมให้ไว้ ได้ไง ไม่เข้าใจจริงๆ
เลยสงสัยว่าเขาเป็นคนจริงๆหรือเปล่า หรือ แม้แต่ตัวเองก็เป็นคนเก๊
หลังจากเสร็จงานประจำวันที่นาไปตลาดพระวันนี้ ก็ยังได้บ้านกร่างมาอีกองค์ แสดงว่ากระแสบ้านกร่างยังไม่หยุด
ก็เลยเริ่มเปิดประเด็นพระบ้านกร่าง ไปก่อนก็แล้วกัน
โดยตั้งโจทย์ว่า..........
ใครยังคิดว่าจะยังหยิบบ้านกร่างไม่ถูก ให้อธิบายความไม่เข้าใจมาเลยครับเพราะหลักสำคัญที่ผมใช้ก็คือ
ทรายมน + ร่องทรายทุกเม็ด ทรายลอยหรือร่องทรายรอบเม็ดทราย ความหมายเดียวกัน
พระเก๊เม็ดทรายจะจมครับถ้าทั้งจมทั้งคม เก๊ตาเปล่าเลยครับ
ต่อจากนั้นมีคนนำพระชินราชเคลือบ ที่ผมก็เพิ่งเจอเก๊เฉียบ เกือบโดนในวันนี้
องค์เก๊เฉียบ ขาดลายมือ และความฉ่ำด้านหลัง และมีคราบสีน้ำตาลแปลกๆของแท้ดูที่ลายมือและความฉ่ำด้านหลัง
ก็หลักการ 3 เหี่ยว ฉ่ำ นวล นั่นแหละ
รอสักพัก ไม่มีคำถาม ผมเลยพากลับมาที่พระกรุบางขุนพรหม ที่ผมยังไม่เคยชี้ชัดมาก่อนมากนัก ก็คือคราบกรุบางขุนพรหม ที่ประกอบด้วยดินและทรายเป็นหลัก
ตำราชอบพูดมั่ว ปนกันระหว่างคราบปูนงอกและคราบกรุ คราบปูนงอกเป็นเม็ดไข่มุก ก็เป็นสัญลักษณ์ของ "กรุ" บางขุนพรหมที่เป็นคราบเกาะกับคราบตะกรัน (ปูนดิบ+ปูนสุก)องค์ที่พิมพ์วัดระฆัง เนื้อบางขุนพรหม คราบบางขุนพรหมจึงมั่นใจว่าเป็น "สองคลอง"
แต่ก็มีคำถามถึงพระสภาพใช้ คือพระกร่อน นี่คือศัพท์ของวงการครับ
ถ้าไม่กร่อนเขาเรียกพระเดิมๆ
และผมย้ำว่า พระในตลาดล่างนั้น เป็นพระดูยากเท่านั้น อย่าหวังเจอพระดูง่ายนะครับ จึงต้องจับหลักการต่างๆ ให้แม่นไงครับทั้งหลัก 1234+ ต่างๆ ตามชุดของเนื้อดิน ชิน ผง อย่าคิดไปเองเป็นอันขาด โดนแน่ๆ ครับ
ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกท่านครับ
บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย ดร. แสวง รวยสูงเนิน
หลักการที่แตกต่างในการแยกพระแท้-เก๊ ของคนต่างระดับความคิดและความรู้
จากประสบการณ์.ในวงการพระเครื่อง ผมได้รวบรวมความรู้ และนำมาจำแนกประเภทของความคิดของคนที่นับถือพระพุทธรูป ได้หลายกลุ่ม ตามระบบความคิด ได้ดังนี้
1. ระดับนับถือพระพุทธรูป พระแท้ คือ พระที่มีรูปของพระพุทธรูป ถ้าไม่มีพระพุทธรูปถือเป็นพระเก๊
2. ระดับนับถือบรรพบุรุษ พระของพ่อ ของปู่ ของตา ของทวด คือพระแท้ นอกนั้นไม่ทราบ ไม่แน่ใจ
3. ระดับนับถือพระสงฆ์ นับถือวัด พระแท้คือพระที่รับมาจากวัด รับมาจากพระ (กับมือ) นอกนั้นไม่ทราบ ไม่แน่ใจ
4. ระดับนับถือบ้าน นับถือหิ้งพระ พระแท้ คือพระที่นำออกมาจากบ้าน หรือจากหิ้งพระของบ้านต่างๆ นอกนั้นไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจ
5. ระดับนับถือผู้ใหญ่ เจ้านาย ลูกน้อง พระแท้ คือพระที่ผู้ใหญ่ เจ้านายให้ นอกนั้นไม่แน่ใจ แม้แต่ลูกน้องให้ก็ไม่ค่อยแน่ใจ
6. ระดับนับถือประสบการณ์ พระแท้คือพระที่เมื่อพกพาแล้ว เกิดผลดี ไม่ว่าด้านใดก็ตาม เช่น งานสำเร็จ รถชนกันก็ไม่ตาย เครื่องบินตกก็ยังรอด (โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าผลดีเกิดจากอะไรได้บ้าง) ถ้าพกพาไปแล้ว ก็ยังโดนยิงตาย หรือประสพอันตรายอยู่ ถือว่าพระเก๊
7. ระดับคนขายพระ พระแท้ คือพระที่ขายได้ (หรือมีคนถามซื้อ) ถ้าขายไม่ได้ก็เป็นพระเก๊
8. ระดับนักจับพลัง พระแท้คือพระที่จับแล้วมีพลัง ถ้าจับพลังไม่ได้ ก็คือพระเก๊
9. ระดับคนใช้หูดูพระ พระแท้ คือพระที่คนดูที่ผ่านมา (จะมีความรู้หรือไม่ก็ตาม) ทุกคน บอกว่าแท้ ถ้ามีใครสักคนบอกว่าเก๊ พระนั้นก็คือพระเก๊ (ที่มักจะสับสนในชีวิต เพราะคนบอกไม่ตรงกัน)
10. ระดับปากคาบคัมภีร์ พระแท้ คือพระที่มีตำราบอกว่าแท้ ถ้าไม่มีในตำรา ก็คือพระเก๊
11. ระดับถือใบรับรองเป็นพระเจ้า พระแท้ คือ พระที่มีใบรับรอง ถ้าไม่มีใบรับรอง ก็คือพระเก๊
12. ระดับนับถือคนมีเงินเป็นพระเจ้า พระแท้ คือพระราคาแพง พระเก๊คือพระราคาถูก หรือขายไม่ได้
13. ระดับนับถือ “เซียน” เป็นพระเจ้า พระแท้ คือพระที่เซียนบอกว่าแท้ พระเก๊ คือพระที่เซียนบอกว่าเก๊
14. ระดับ “ศิลปิน” พระแท้คือพระที่ “กรมศิลป์” บอกว่าแท้ หรือ มีศิลปะตรงตามตำรา นอกนั้นเป็นพระเก๊
15. ระดับนักวิชาการเทียม (Pseudo scientist) พระแท้คือพระที่เครื่องมือวัดบอกว่าแท้ ถ้าเครื่องมือวัดบอกว่าเก๊ ก็คือพระเก๊
16. ระดับนักโบราณคดี พระแท้ คือ พระที่มีความเก่า พระที่ไม่มีความเก่า ก็คือพระเก๊
17. ระดับนักเรียน พระแท้ คือ พระที่มีลักษณะตามหลักการทางวิชาการ ทางมวลสาร และพัฒนาการตามอายุและสิ่งแวดล้อมของแต่ละสถานที่ ถ้าไม่เป็นไปตามหลักการดังกล่าว ก็คือพระเก๊
อิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิ
บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย ดร. แสวง รวยสูงเนิน
1. ระดับนับถือพระพุทธรูป พระแท้ คือ พระที่มีรูปของพระพุทธรูป ถ้าไม่มีพระพุทธรูปถือเป็นพระเก๊
2. ระดับนับถือบรรพบุรุษ พระของพ่อ ของปู่ ของตา ของทวด คือพระแท้ นอกนั้นไม่ทราบ ไม่แน่ใจ
3. ระดับนับถือพระสงฆ์ นับถือวัด พระแท้คือพระที่รับมาจากวัด รับมาจากพระ (กับมือ) นอกนั้นไม่ทราบ ไม่แน่ใจ
4. ระดับนับถือบ้าน นับถือหิ้งพระ พระแท้ คือพระที่นำออกมาจากบ้าน หรือจากหิ้งพระของบ้านต่างๆ นอกนั้นไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจ
5. ระดับนับถือผู้ใหญ่ เจ้านาย ลูกน้อง พระแท้ คือพระที่ผู้ใหญ่ เจ้านายให้ นอกนั้นไม่แน่ใจ แม้แต่ลูกน้องให้ก็ไม่ค่อยแน่ใจ
6. ระดับนับถือประสบการณ์ พระแท้คือพระที่เมื่อพกพาแล้ว เกิดผลดี ไม่ว่าด้านใดก็ตาม เช่น งานสำเร็จ รถชนกันก็ไม่ตาย เครื่องบินตกก็ยังรอด (โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าผลดีเกิดจากอะไรได้บ้าง) ถ้าพกพาไปแล้ว ก็ยังโดนยิงตาย หรือประสพอันตรายอยู่ ถือว่าพระเก๊
7. ระดับคนขายพระ พระแท้ คือพระที่ขายได้ (หรือมีคนถามซื้อ) ถ้าขายไม่ได้ก็เป็นพระเก๊
8. ระดับนักจับพลัง พระแท้คือพระที่จับแล้วมีพลัง ถ้าจับพลังไม่ได้ ก็คือพระเก๊
9. ระดับคนใช้หูดูพระ พระแท้ คือพระที่คนดูที่ผ่านมา (จะมีความรู้หรือไม่ก็ตาม) ทุกคน บอกว่าแท้ ถ้ามีใครสักคนบอกว่าเก๊ พระนั้นก็คือพระเก๊ (ที่มักจะสับสนในชีวิต เพราะคนบอกไม่ตรงกัน)
10. ระดับปากคาบคัมภีร์ พระแท้ คือพระที่มีตำราบอกว่าแท้ ถ้าไม่มีในตำรา ก็คือพระเก๊
11. ระดับถือใบรับรองเป็นพระเจ้า พระแท้ คือ พระที่มีใบรับรอง ถ้าไม่มีใบรับรอง ก็คือพระเก๊
12. ระดับนับถือคนมีเงินเป็นพระเจ้า พระแท้ คือพระราคาแพง พระเก๊คือพระราคาถูก หรือขายไม่ได้
13. ระดับนับถือ “เซียน” เป็นพระเจ้า พระแท้ คือพระที่เซียนบอกว่าแท้ พระเก๊ คือพระที่เซียนบอกว่าเก๊
14. ระดับ “ศิลปิน” พระแท้คือพระที่ “กรมศิลป์” บอกว่าแท้ หรือ มีศิลปะตรงตามตำรา นอกนั้นเป็นพระเก๊
15. ระดับนักวิชาการเทียม (Pseudo scientist) พระแท้คือพระที่เครื่องมือวัดบอกว่าแท้ ถ้าเครื่องมือวัดบอกว่าเก๊ ก็คือพระเก๊
16. ระดับนักโบราณคดี พระแท้ คือ พระที่มีความเก่า พระที่ไม่มีความเก่า ก็คือพระเก๊
17. ระดับนักเรียน พระแท้ คือ พระที่มีลักษณะตามหลักการทางวิชาการ ทางมวลสาร และพัฒนาการตามอายุและสิ่งแวดล้อมของแต่ละสถานที่ ถ้าไม่เป็นไปตามหลักการดังกล่าว ก็คือพระเก๊
อิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิ
บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย ดร. แสวง รวยสูงเนิน
สรุปบทเรียน ของกลุ่ม การดูพระแท้ ทางไลน์ 11 กรกฎาคม 2557
ที่ผ่านมาผมรวมกลุ่มสอนเป็นกลุ่มเดียว ทำให้กลุ่มใหม่ๆ ก็ตามไม่ทัน กลุ่มเก่าก็เซ็งกับคำถามตื้นๆ
วันนี้จึงคัดแยกกลุ่มมือใหม่ออกไปแล้ว การเรียนทั้งสองกลุ่มพร้อมๆกันน่าจะเข้มข้นขึ้นนะครับ
การสอนควบคู่กันนั้นยังอยู่ที่เนื้อผง แต่ก็มีคำถามของกลุ่ม 1 ไปทางเนื้อดินบ้าง
จุดเน้นคือ เนื้อผง ในประเด็นพระแท้ดูยาก แต่ก็มีรายละเอียดมากเกินไป จึงต้องเปิดประเด็น "ดูยาก" ไหนดีครับ โดยกลับมาคิดว่า พระดูยากเพราะอะไรครับ ทำไมพระเหล่านั้น จึงมาถึงเรา แล้วเราจะหยิบได้อย่างไร
สุดท้ายก็ตัดสินใจมาเริ่มที่พระล้าง............ว่า........... พระล้างดูยากยังไงครับ
ที่ต้องกลับไปถามว่า เขาล้างอะไร ระดับไหนบ้าง ที่สำคัญ "ล้างทำไม" ถ้าไม่ล้างจะดีกว่าไหม
คนที่เอาพระไปล้างอาจคิดแบบเด็กๆ เห็นว่าดำมากมองแทบไม่เห็นรายละเอียด แถมดูสกปรก เลยขัดซะเลี่ยม ดูสะอาดเห็นรายละเอียดมากขึ้น แต่ ถ้าไม่ล้างคงดูดี บอกความเก่าได้ดีกว่าและเป็นธรรมชาติกว่าด้วย
แล้วถ้าไม่ล้างเลยละครับ
จะดูยากหรือดูง่าย
ตกลงเอาไง ชอบแบบไหน ล้างหรือไม่ล้าง
งั้นเริ่มที่ไม่ล้าง ดูยากอย่างไรครับ
พระไม่ล้างจะมองดูเนื้อ ดูมวลสารยาก เพราะโดนคราบกรุคราบหิ้งบังเนื้อไว้ เซียนที่ดูความเก่าไม่เป็นเลยปล่อยผ่าน
ความนวลกับคราบแป้งโปะ ความฉ่ำกับคราบกาวโปะ จะแยกกันอย่างไร ความเหี่ยวดูยากมากๆ เพราะมองไม่เห็นเนื้อ จะดูอย่างไรครับ
ความเหี่ยวดูยากมากๆ เพราะมองไม่เห็นเนื้อ จะดูอย่างไรครับ
เรากำลังคุยเรื่องพระดูยากเพราะยังไม่ล้างครับ
ความนวลกับคราบแป้งโปะ ความฉ่ำกับคราบกาวโปะ จะแยกกันอย่างไร
ความนวลกับความฉ่ำต้องมีที่มาที่ไป เป็นระบบ
ชั้นของคราบแต่ละชนิดแต่ละชั้นเกี่ยวเนื่องต่อกัน
เกิดคราบแป้งจุดนี้ แล้วมีคราบหิ้งมาทับ เมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งหากรูตราบแป้งยังไม่อุดตันอุณหภูมิและความชื้นก็จะทำปฏิกิริยาให้มีคราบแป้งขึ้นทับซ้อน
แป้งโปะจะมีบางส่วนตกลงไปในรู อุดอยู่เต็มรู ต่างจากความนวลที่ออกมาจากรูแล้วไหลไปบนพื้นที่ต่ำใกล้รู
ความฉ่ำละครับ ต่างจากคราบโปะอย่างไร ความฉ่ำคือการงอกของปูนดิบและตังอิ๊ว ทับซ้อนบนก้อนปูนดิบเดิมทีละเม็ด คราบโปะทีละก้อน ความฉ่ำจะอยู่บนสันบนส่วนที่สูง และตามสันของรอยแตกรอยแยกในส่วนที่ต่ำ คราบโปะจะเลอะๆ กระจัดกระจายไม่เป็นระบบ
จุดฟันธงของการงอกยังต้องดู "หลากอายุ" หลากสี คราบโปะ สีเดียว อายุเดียว
สรุป พระยังไม่ล้างจะดูเนื้อยาก แต่ดูคราบง่าย คราบโปะมองเห็นขอบฐาน การงอกมองเห็นแค่ยอด ฐานโดนคราบอื่นคลุม
งั้นกลับมาอีกมุม พระล้าง ดูยากยังไง ก่อนอื่น ล้างมีกี่แบบ กี่ระดับ ล้างรักเป็นข้อแรก ล้างคราบกรุบางขุนพรหม สุดท้ายล้างคราบปูนงอกออกครับ เหลือแต่เนื้อเดิมๆ ที่ว่าดูยากจริงๆ
พระล้างระดับไหนดูง่ายที่สุดครับ หรือ ถามใหม่ดีกว่า พระล้างแล้วจะเสียสภาพอะไรบ้าง
พระล้างใหม่ๆ ดูยากทุกองค์ เพราะอะไร
ข้อ 1 ปูนสุกไม่มี ก็เหมือนพลาสติกเลย ข้อนี้มีข้อแก้ไขสองทาง
1. ดูความเหี่ยวของผิว
2. ดูความนวลในซอกลึกๆ ถ้าเป็นวัดระฆัง ดูรักที่ยังฝังในเนื้อ
ที่ดูยากจริงๆ ก็พระที่ล้างตัวเอง "แก่ปูนสุก" ร่อนออกจนดูยังกับพระล้างมาหนัก แต่ที่ยืนยันว่าไม่ได้ล้างก็คือคราบตั้งอิ้วที่เหลือ
มาถึงคำถามครับ พระล้างมาหนักๆ จะดูอย่างไร
ข้อสังเกตพระล้างมาหนักมาก มีจุดฟันธงอะไรบ้าง
พระล้างจะพรุนทั้งองค์เลยครับ เหมือนพระเก๊ปูนปลาสเตอร์เลยครับ
แต่อย่ามองข้าม "มวลสาร" ที่ดูง่ายมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ความเหี่ยวในเนื้อ คราบความนวลในร่อง รักที่ฝังในเนื้อ มวลสารที่มน จุดแพร่กระจายของตังอิ้ว มน เหี่ยว ฉ่ำ หลากหลาย ละเอียด เนียน สม่ำเสมอ
เวลาใครถามเรื่องพระล้างมา ดูมวลสาร จบเลย
มีปัญหาย่อมมีโอกาสเสมอ งั้นสรุปเลยครับ
พระไม่ล้างมีปัญหาอะไร ต้องแก้ไขยังไง
พระล้างมาหนัก มีปัญหาอะไร แก้ยังไง
ตอบสั้นๆ พระเดิมๆก็ดูคราบ ล้างมาก็ดูมวลสาร
ล้างพอดีก็ดูทั้งสองอย่าง เท่านี้เอง
เพราะพระเดิมๆ มองไม่เห็นเนื้อ ต้องดูคราบอย่างเดียว แต่พระล้างไม่มีคราบให้ดู ดูเนื้ออย่างเดียว
ถ้าวัดระฆังก็ดูรัก นี่คือปัญหาของพระตลาดล่าง ไม่เยอะไปก็น้อยไป พอดีๆ ไม่เหลือครับ
ตอนนี้เราเรียนสองห้องพร้อมกันนะครับ ใครคิดว่าห้องไหนยากไปก็จะช่วยย้ายไปห้องที่ง่ายกว่าครับ โดยเฉพาะท่านที่ชอบนั่งหลังห้อง กำลังพิจารณาครับ ถ้าไปห้องง่ายแล้วยังนั่งหลังห้องอีก ก็ออกนอกห้องไปเลย
ยินตีต้อนรับนักเรียนทุกชั้น ทุกระดับทุกประเภทครับ
บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย ดร. แสวง รวยสูงเนิน
วันนี้จึงคัดแยกกลุ่มมือใหม่ออกไปแล้ว การเรียนทั้งสองกลุ่มพร้อมๆกันน่าจะเข้มข้นขึ้นนะครับ
การสอนควบคู่กันนั้นยังอยู่ที่เนื้อผง แต่ก็มีคำถามของกลุ่ม 1 ไปทางเนื้อดินบ้าง
จุดเน้นคือ เนื้อผง ในประเด็นพระแท้ดูยาก แต่ก็มีรายละเอียดมากเกินไป จึงต้องเปิดประเด็น "ดูยาก" ไหนดีครับ โดยกลับมาคิดว่า พระดูยากเพราะอะไรครับ ทำไมพระเหล่านั้น จึงมาถึงเรา แล้วเราจะหยิบได้อย่างไร
สุดท้ายก็ตัดสินใจมาเริ่มที่พระล้าง............ว่า........... พระล้างดูยากยังไงครับ
ที่ต้องกลับไปถามว่า เขาล้างอะไร ระดับไหนบ้าง ที่สำคัญ "ล้างทำไม" ถ้าไม่ล้างจะดีกว่าไหม
คนที่เอาพระไปล้างอาจคิดแบบเด็กๆ เห็นว่าดำมากมองแทบไม่เห็นรายละเอียด แถมดูสกปรก เลยขัดซะเลี่ยม ดูสะอาดเห็นรายละเอียดมากขึ้น แต่ ถ้าไม่ล้างคงดูดี บอกความเก่าได้ดีกว่าและเป็นธรรมชาติกว่าด้วย
แล้วถ้าไม่ล้างเลยละครับ
จะดูยากหรือดูง่าย
ตกลงเอาไง ชอบแบบไหน ล้างหรือไม่ล้าง
งั้นเริ่มที่ไม่ล้าง ดูยากอย่างไรครับ
พระไม่ล้างจะมองดูเนื้อ ดูมวลสารยาก เพราะโดนคราบกรุคราบหิ้งบังเนื้อไว้ เซียนที่ดูความเก่าไม่เป็นเลยปล่อยผ่าน
ความนวลกับคราบแป้งโปะ ความฉ่ำกับคราบกาวโปะ จะแยกกันอย่างไร ความเหี่ยวดูยากมากๆ เพราะมองไม่เห็นเนื้อ จะดูอย่างไรครับ
ความเหี่ยวดูยากมากๆ เพราะมองไม่เห็นเนื้อ จะดูอย่างไรครับ
เรากำลังคุยเรื่องพระดูยากเพราะยังไม่ล้างครับ
ความนวลกับคราบแป้งโปะ ความฉ่ำกับคราบกาวโปะ จะแยกกันอย่างไร
ความนวลกับความฉ่ำต้องมีที่มาที่ไป เป็นระบบ
ชั้นของคราบแต่ละชนิดแต่ละชั้นเกี่ยวเนื่องต่อกัน
เกิดคราบแป้งจุดนี้ แล้วมีคราบหิ้งมาทับ เมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งหากรูตราบแป้งยังไม่อุดตันอุณหภูมิและความชื้นก็จะทำปฏิกิริยาให้มีคราบแป้งขึ้นทับซ้อน
แป้งโปะจะมีบางส่วนตกลงไปในรู อุดอยู่เต็มรู ต่างจากความนวลที่ออกมาจากรูแล้วไหลไปบนพื้นที่ต่ำใกล้รู
ความฉ่ำละครับ ต่างจากคราบโปะอย่างไร ความฉ่ำคือการงอกของปูนดิบและตังอิ๊ว ทับซ้อนบนก้อนปูนดิบเดิมทีละเม็ด คราบโปะทีละก้อน ความฉ่ำจะอยู่บนสันบนส่วนที่สูง และตามสันของรอยแตกรอยแยกในส่วนที่ต่ำ คราบโปะจะเลอะๆ กระจัดกระจายไม่เป็นระบบ
จุดฟันธงของการงอกยังต้องดู "หลากอายุ" หลากสี คราบโปะ สีเดียว อายุเดียว
สรุป พระยังไม่ล้างจะดูเนื้อยาก แต่ดูคราบง่าย คราบโปะมองเห็นขอบฐาน การงอกมองเห็นแค่ยอด ฐานโดนคราบอื่นคลุม
งั้นกลับมาอีกมุม พระล้าง ดูยากยังไง ก่อนอื่น ล้างมีกี่แบบ กี่ระดับ ล้างรักเป็นข้อแรก ล้างคราบกรุบางขุนพรหม สุดท้ายล้างคราบปูนงอกออกครับ เหลือแต่เนื้อเดิมๆ ที่ว่าดูยากจริงๆ
พระล้างระดับไหนดูง่ายที่สุดครับ หรือ ถามใหม่ดีกว่า พระล้างแล้วจะเสียสภาพอะไรบ้าง
พระล้างใหม่ๆ ดูยากทุกองค์ เพราะอะไร
ข้อ 1 ปูนสุกไม่มี ก็เหมือนพลาสติกเลย ข้อนี้มีข้อแก้ไขสองทาง
1. ดูความเหี่ยวของผิว
2. ดูความนวลในซอกลึกๆ ถ้าเป็นวัดระฆัง ดูรักที่ยังฝังในเนื้อ
ที่ดูยากจริงๆ ก็พระที่ล้างตัวเอง "แก่ปูนสุก" ร่อนออกจนดูยังกับพระล้างมาหนัก แต่ที่ยืนยันว่าไม่ได้ล้างก็คือคราบตั้งอิ้วที่เหลือ
มาถึงคำถามครับ พระล้างมาหนักๆ จะดูอย่างไร
ข้อสังเกตพระล้างมาหนักมาก มีจุดฟันธงอะไรบ้าง
พระล้างจะพรุนทั้งองค์เลยครับ เหมือนพระเก๊ปูนปลาสเตอร์เลยครับ
แต่อย่ามองข้าม "มวลสาร" ที่ดูง่ายมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ความเหี่ยวในเนื้อ คราบความนวลในร่อง รักที่ฝังในเนื้อ มวลสารที่มน จุดแพร่กระจายของตังอิ้ว มน เหี่ยว ฉ่ำ หลากหลาย ละเอียด เนียน สม่ำเสมอ
เวลาใครถามเรื่องพระล้างมา ดูมวลสาร จบเลย
มีปัญหาย่อมมีโอกาสเสมอ งั้นสรุปเลยครับ
พระไม่ล้างมีปัญหาอะไร ต้องแก้ไขยังไง
พระล้างมาหนัก มีปัญหาอะไร แก้ยังไง
ตอบสั้นๆ พระเดิมๆก็ดูคราบ ล้างมาก็ดูมวลสาร
ล้างพอดีก็ดูทั้งสองอย่าง เท่านี้เอง
เพราะพระเดิมๆ มองไม่เห็นเนื้อ ต้องดูคราบอย่างเดียว แต่พระล้างไม่มีคราบให้ดู ดูเนื้ออย่างเดียว
ถ้าวัดระฆังก็ดูรัก นี่คือปัญหาของพระตลาดล่าง ไม่เยอะไปก็น้อยไป พอดีๆ ไม่เหลือครับ
ตอนนี้เราเรียนสองห้องพร้อมกันนะครับ ใครคิดว่าห้องไหนยากไปก็จะช่วยย้ายไปห้องที่ง่ายกว่าครับ โดยเฉพาะท่านที่ชอบนั่งหลังห้อง กำลังพิจารณาครับ ถ้าไปห้องง่ายแล้วยังนั่งหลังห้องอีก ก็ออกนอกห้องไปเลย
ยินตีต้อนรับนักเรียนทุกชั้น ทุกระดับทุกประเภทครับ
บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย ดร. แสวง รวยสูงเนิน
สรุปบทเรียน กลุ่มทางไลน์ การดูพระแท้ 12 กรกฎาคม 2557
เมื่อวานนี้ผมมีเพื่อนนักเรียนมาเยี่ยมที่บ้าน และผมก็มีเรื่องต้องทำที่นา ก็เลยไม่ว่างที่จะคุยทางไลน์
ก็ได้ คุณณัฐวุฒิช่วยดูแลกลุ่มตลอดทั้งวัน ซึ่งก็ขอขอบคุณมากๆ
ประมาณสักสี่ทุ่ม ผมก็เริ่มว่างพอที่จะคุย เริ่มจากในกลุ่ม 1 ที่มีการนำพระเก๊ตาเปล่ามาเรียน ที่ก็เป็นเรื่องง่ายๆ
โดยเฉพาะการแยกแป้งโปะออกจากผงปูนสุก กาวใสๆออกจากเม็ดปูนดิบ+ตังอิ้ว วนไปวนมาประมาณนี้
ในกลุ่ม 2 ก็เน้นการดูพระแท้ดูยากต่อจากเมื่อคืน ก็คือ พระเนื้อผงที่มีจุดอื่นๆอีก นอกจากเรื่องการล้าง
ก็มีอ่อนแก่ส่วนผสม เช่น แก่ปูนสุก ทั้งแบบที่ลงรักมา และไม่ลงรัก หลักการจะกลับกันนิดหนึ่ง
แก่ตังอิ้วก็ดูยากพอๆกัน พระกร่อนก็ดูยาก เพราะพระเหล่านี้มีเก๊ไล่ตามมาติดๆ
หลักการฟันธง ก็ดูที่มวลสาร หรือเม็ดทราย ก็ยังจมอยู่ดี เพราะปูนดิบงอกขึ้นมาทับไว้คล้ายเป็นเปลือกแข็งหุ้มเอาไว้
แก่ปูนสุกร่วน แก่ปูนดิบยังมีแก่ตังอิ้วกับอ่อนตังอิ้ว อ่อนตังอิ้วจะปริรานมากหน่อย มีหลายดีกรีของความแก่ และยังมีปัจจัยอื่นๆประกอบอีก
แก่ปูนสุก อ่อนตังอิ้ว อ่อนปูนสุก ก็อีกแบบ
ถ้าเราแยกประเภทเนื้อของพระสมเด็จตามสัดส่วนขององค์ประกอบหลัก คือ ปูนสุก ปูนดิบและตังอิ๊ว ตามความอ่อนแก่ของแต่ละวัสดุ(สัดส่วนของปริมาณ) เราจะได้พระสมเด็จที่มีเนื้อต่างกันหลายแบบ
และถ้าแต่ละแบบแตกต่างไปตามสภาพการใช้ การเก็บ หรือการลงรัก ก็จะมีพระสมเด็จที่แตกต่างกันมากเป็นทวีคูณ
ยิ่งพิจารณาด้านการกระจายตัวของพระ การที่เราจะได้เจอพระสมเด็จที่มีลักษณะทางกายภาพเหมือนกัน จึงมีโอกาสน้อยมาก
เราไม่สามารถคาดหวังว่าจะเจอแบบไหนมาก เพราะ random โดยธรรมชาติ ที่แน่ๆ "ดูยาก" และ ไม่เคยเห็น เป็นส่วนใหญ่ นี่คือสิ่งที่เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม เราจึงจะเจอ ไม่เตรียมตัว ไม่จับหลัก ไม่มีวันเจอครับ และคำนี้ผมไม่ได้ล้อเล่นเลยละครับ
คนที่มาแบบ "เพ้อฝัน" ไม่จับหลัก ไม่พัฒนาทักษะ ภายใต้หลัก "สามพลัง" คงต้องรอ "วาสนา" อย่างเดียวละครับ
การรอวาสนา ก็ไม่รู่กี่ชาติ อิอิอิอิอิอิอิ สู้ "ความมานะ" (ภาษาโลก) ไม่ได้แน่นอน
ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกท่านครับ
บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย ดร. แสวง รวยสูงเนิน
ก็ได้ คุณณัฐวุฒิช่วยดูแลกลุ่มตลอดทั้งวัน ซึ่งก็ขอขอบคุณมากๆ
ประมาณสักสี่ทุ่ม ผมก็เริ่มว่างพอที่จะคุย เริ่มจากในกลุ่ม 1 ที่มีการนำพระเก๊ตาเปล่ามาเรียน ที่ก็เป็นเรื่องง่ายๆ
โดยเฉพาะการแยกแป้งโปะออกจากผงปูนสุก กาวใสๆออกจากเม็ดปูนดิบ+ตังอิ้ว วนไปวนมาประมาณนี้
ในกลุ่ม 2 ก็เน้นการดูพระแท้ดูยากต่อจากเมื่อคืน ก็คือ พระเนื้อผงที่มีจุดอื่นๆอีก นอกจากเรื่องการล้าง
ก็มีอ่อนแก่ส่วนผสม เช่น แก่ปูนสุก ทั้งแบบที่ลงรักมา และไม่ลงรัก หลักการจะกลับกันนิดหนึ่ง
แก่ตังอิ้วก็ดูยากพอๆกัน พระกร่อนก็ดูยาก เพราะพระเหล่านี้มีเก๊ไล่ตามมาติดๆ
หลักการฟันธง ก็ดูที่มวลสาร หรือเม็ดทราย ก็ยังจมอยู่ดี เพราะปูนดิบงอกขึ้นมาทับไว้คล้ายเป็นเปลือกแข็งหุ้มเอาไว้
แก่ปูนสุกร่วน แก่ปูนดิบยังมีแก่ตังอิ้วกับอ่อนตังอิ้ว อ่อนตังอิ้วจะปริรานมากหน่อย มีหลายดีกรีของความแก่ และยังมีปัจจัยอื่นๆประกอบอีก
แก่ปูนสุก อ่อนตังอิ้ว อ่อนปูนสุก ก็อีกแบบ
ถ้าเราแยกประเภทเนื้อของพระสมเด็จตามสัดส่วนขององค์ประกอบหลัก คือ ปูนสุก ปูนดิบและตังอิ๊ว ตามความอ่อนแก่ของแต่ละวัสดุ(สัดส่วนของปริมาณ) เราจะได้พระสมเด็จที่มีเนื้อต่างกันหลายแบบ
และถ้าแต่ละแบบแตกต่างไปตามสภาพการใช้ การเก็บ หรือการลงรัก ก็จะมีพระสมเด็จที่แตกต่างกันมากเป็นทวีคูณ
ยิ่งพิจารณาด้านการกระจายตัวของพระ การที่เราจะได้เจอพระสมเด็จที่มีลักษณะทางกายภาพเหมือนกัน จึงมีโอกาสน้อยมาก
เราไม่สามารถคาดหวังว่าจะเจอแบบไหนมาก เพราะ random โดยธรรมชาติ ที่แน่ๆ "ดูยาก" และ ไม่เคยเห็น เป็นส่วนใหญ่ นี่คือสิ่งที่เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม เราจึงจะเจอ ไม่เตรียมตัว ไม่จับหลัก ไม่มีวันเจอครับ และคำนี้ผมไม่ได้ล้อเล่นเลยละครับ
คนที่มาแบบ "เพ้อฝัน" ไม่จับหลัก ไม่พัฒนาทักษะ ภายใต้หลัก "สามพลัง" คงต้องรอ "วาสนา" อย่างเดียวละครับ
การรอวาสนา ก็ไม่รู่กี่ชาติ อิอิอิอิอิอิอิ สู้ "ความมานะ" (ภาษาโลก) ไม่ได้แน่นอน
ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกท่านครับ
บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย ดร. แสวง รวยสูงเนิน
สรุปบทเรียน กลุ่ม การดูพระแท้ ทางไลน์ 13 กรกฎาคม 2557
เมื่อวานการสอนเริ่มตั้งแต่ผมเสร็จจากงานที่นาตอนเย็นๆ โดยเรียนควบคู่กันไปทั้งสองกลุ่ม
กลุ่มที่หนึ่ง มือใหม่เน้นเทคนิค และวัสดุการเรียน
กลุ่มที่สอง กลุ่มที่มีพระแท้ และพอดูเป็นบ้างแล้ว เน้นการดูพระแท้ดูยาก จากความหลากหลายของพระที่เป็นจริง ที่แตกต่างจากพระที่คนบางกลุ่มยกขึ้นมาเป็นพุทธพานิช ที่ทำให้หายาก และมีราคาแพงมาก ที่เราต้องหลบมาหาตามหลักการที่จะหาได้ง่ายกว่า
ประเด็นใหญ่ ที่ผมสงสัยก็คือ ผมอยากทราบว่าทำไมยังแยกเก๊แท้กันไม่ได้ ตัวอย่างชัดๆมีให้ดู อยากเห็นของจริงก็มาที่บ้านได้ครับ หรือจะให้ไปสอนถึงที่ก็จัดกลุ่มมาได้
หลักการผมก็พยายามทำให้ง่ายที่สุดในทุกด้านแล้ว ถ้าท่านยังไม่บอกว่าติดตรงไหนผมก็หาทางช่วยได้ยากมากครับ
การส่องเนื้อผงก็ใช้หลัก 3+2 ดูทีละข้อ วนไปวนมาสักสองสามรอบ อย่ามักง่าย อย่าด่วนสรุป ตั้งอิ้ว คือน้ำมันที่ขึ้นคู่กับปูนดิบ จะแพร่กระจายเป็นฟิล์ม
การส่องเนื้อดินก็ดูเนื้อทั้ง 8 ชั้น ครบแล้วค่อยหยิบ อย่างน้อยเกินครึ่งก็ยังดี ไม่ถึงครึ่งหรือไม่ครบอย่าไปลุ้นให้เสียเวลา ส่วนใหญ่พระเก๊อยู่แล้ว
การส่องพระเนื้อชินก็ดูผิว 3 ชั้น คือ รัก สนิมใต้และบนรัก มีครบสามชั้นก็แท้ ไม่ครบก็วาง เท่านั้นเอง
คนที่พลาดเพราะเล็งผลเลิศ หวังฟลุคมากเกินไป
การเริ่มที่พระเก่าๆตามตำรา ที่เก๊เพียบ หยิบมาพันองค์ยังไม่ฟลุคเลยครับ
แต่พระใหม่ๆ ไม่เกินร้อยองค์ก็ฟลุคได้ แล้วเราก็เริ่มเรียนจากความฟลุคนั้นได้อย่างรวดเร็ว พอพระเก่าๆฟลุคยาก เลยเริ่มไม่ได้สักที
ในกรณีพระเนื้อผง ผมจึงหันมาเรียนจากเปลือกหอยง่ายกว่า ไม่รอฟลุค
มีคนส่งรูปเปลือกหอยมาให้ดู ถามว่าใช้ได้ไหม ผมเลยตอบว่า ได้หรือไม่ อยู่ที่ตาท่าน
ถ้ามองเห็นหลัก 3+2 ก็ใช้ได้ ถ้ามองไม่เห็นก็ใช้ไม่ได้ โดยต้องลองถ่ายภาพชัดๆ ถ้าถ่ายภาพมามัวๆ ใครก็ช่วยท่านไม่ได้ เน้นหลัก 3+2 ให้เต็มจอเลย ถ่ายหลายๆจุดด้วย แล้วส่งมาดูกัน ทั้งนี้เพราะ เปลือกหอยหาง่ายและดูง่ายกว่าเยอะ วัดระฆัง 118 ปีก็ยังดูยากกว่าเปลือกหอย
การถ่ายภาพเบลอร์ ๆ ไป ท่านมองไม่เห็นจากภาพหรอกครับ ดูของจริงเลย ลองส่องดูเองเห็นอย่างที่ผมถ่ายให้ดูเป็นตัวอย่าง แต่ท่านไม่ถ่ายภาพให้ผม เพราะไปใช้กล้องมือถือ ของเด็กเล่น ผมก็เลยช่วยท่านไม่ได้มากกว่านี้
ถ้าไม่กล้าลงทุนซื้อกล้องสักสี่ห้าพันบาท ก็ไม่ควรเข้ามาวงการนี้ครับ อันตราย
การใช้กล้องถ่ายรูปช่วยตัดสินได้ดีมากครับ กล้องมือถือแพงขนาดไหนก็มาตายที่ขนาดเลนส์ ใช้ถ่ายเล่นๆได้เท่านั้น
กล้องมือถือ ใช้ได้แค่ระดับเก๊ตาเปล่าเท่านั้น พอพระระดับฝีมือ หลงเลยครับ
แม้เปลือกหอยน่าจะดี แต่การถ่ายรูปยังใช้ไม่ได้ ก็จะยังเรียนยาก
ในกลุ่มสอง ผมเน้นการชี้ให้เข้าใจหลักการดูเนื้อผง “แสนล้านเนื้อ” อยู่ในหลักข้อที่ 8 เทคนิคการอ่านเนื้อ พระเนื้อผง นี่ยังไม่รวมความแตกต่างของเปลือกหอยที่นำมาใช้นะครับ
ด้วยปัจจัย 11 ประการ คือ
1. ระดับปูนสุก 2. ระดับปูนดิบ 3. ระดับตังอิ้ว 4. ความหยาบละเอียดของการบดมวลสาร 5. ความชื้นของพระขณะกดพิมพ์ 6. ความหนาของเนื้อ 7. การลงรักแบบต่างๆ 8. สภาพความชื้นแวดล้อมที่พระอยู่ 9. สภาพการใช้บ่อย/ไม่บ่อย 10. การล้าง/ไม่ล้างพระ 11. การใส่ตลับ
ผมบอกหลักการนี้มาตั้งนานแล้ว ไม่มีใครสนใจเรื่องนี้ คงคิดว่าผมพูดเล่นมั้งครับ
มิใช่ว่าเปลือกหอยทุกชิ้นจะเป็น "ครู" ให้เราได้นะครับ แต่ต้องถ่ายรูปชัดๆมาเลย
ถ้าไม่ชัดมีสองทางเลือก โยนเปลือกหอยทิ้ง หรือโยนกล้องทิ้ง นี่ ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับ
เพราะกล้องที่ถ่ายภาพไม่ชัด ย่อมไม่มีประโยชน์ในงานนี้
บางคนอยากเล่นพระ แต่ก็ดันทุรังใช้กล้องมือถือ แล้วก็เล่นแต่พระเก๊ คุ้มตรงไหนครับ
ผมบอกใครก็ไม่มีใครเชื่อ ว่ากล้องสำคัญ ช่วยเราดูภาพฟันธงได้ชัดๆ สื่อสารได้ชัดๆ
รูปเม็ดพระธาตุก็คงไม่มีใครเห็น
หรือถ่ายบ่อน้ำตางอกใหม่ก็คงไม่เห็น
เห็นดังนี้แล้วจึงมั่นใจว่าพระแท้แน่นอน ใครจะว่ายังไงก็ไม่คลอนแคลน
ถ้ากล้องไม่ดี ผมคงพลาดไปหลายองค์ ทั้งตีเก๊พระแท้ และคิดว่าพระเก๊เป็นพระแท้ และการเรียนรู้คงช้า เพราะดูภาพไม่ชัดพอ ใช้ฟังชั่น มาโคร 1 ซม ใช้มือจับปรับแสง จะดีที่สุด
คุยหลุดไปเรื่องกล้องตั้งนานเลย
ทั้งๆที่ ผมกำลังจะเปิดเรื่อง แสนล้านเนื้อ แค่ความเป็นไปได้เท่านั้น และพระที่เราจะเจอ ก็มักจะอยู่ "ชายขอบ" ทั้งนั้นครับ คือพระที่เซียนไม่ปั่น เพราะอาจจะไม่สวย หรือเขาไม่มี บางเนื้ออาจจะไม่มีอยู่จริง เพราะคนทำไม่น่าจะพลาดขนาดนั้น ดังนั้นเราต้องจินตนาการตามหลักการ และตัวอย่างนำทาง
คำว่า ดูยาก ในกรณีนี้ก็คือ ไม่เคยเห็นมาก่อน
บางทีได้มาจากการหยิบแบบ "มั่ว" มาคัดเอาภายหลัง เช่นองค์ที่ ไม่มีรัก มีแต่ฝุ่นหิ้งรอบองค์ทุกซอก
มีคำถามว่า พระปูนน่าจะมีน้ำหนักมากกว่าพระพลาสติกนะครับ หยิบชินแล้วจะรู้
มือใหม่ก็จะยากหน่อย บางๆ แต่หนัก เหมือนแผ่นหิน
น้ำหนักต่างกันสามเท่าครับ ตามหลักทางเคมี
แต่ถ้าดูน้ำหนัก และมวลสารประกอบ ก็จะช่วยได้มากครับ
ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกประเภท ทุกระดับ ทุกท่านครับ
บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย ดร. แสวง รวยสูงเนิน
กลุ่มที่หนึ่ง มือใหม่เน้นเทคนิค และวัสดุการเรียน
กลุ่มที่สอง กลุ่มที่มีพระแท้ และพอดูเป็นบ้างแล้ว เน้นการดูพระแท้ดูยาก จากความหลากหลายของพระที่เป็นจริง ที่แตกต่างจากพระที่คนบางกลุ่มยกขึ้นมาเป็นพุทธพานิช ที่ทำให้หายาก และมีราคาแพงมาก ที่เราต้องหลบมาหาตามหลักการที่จะหาได้ง่ายกว่า
ประเด็นใหญ่ ที่ผมสงสัยก็คือ ผมอยากทราบว่าทำไมยังแยกเก๊แท้กันไม่ได้ ตัวอย่างชัดๆมีให้ดู อยากเห็นของจริงก็มาที่บ้านได้ครับ หรือจะให้ไปสอนถึงที่ก็จัดกลุ่มมาได้
หลักการผมก็พยายามทำให้ง่ายที่สุดในทุกด้านแล้ว ถ้าท่านยังไม่บอกว่าติดตรงไหนผมก็หาทางช่วยได้ยากมากครับ
การส่องเนื้อผงก็ใช้หลัก 3+2 ดูทีละข้อ วนไปวนมาสักสองสามรอบ อย่ามักง่าย อย่าด่วนสรุป ตั้งอิ้ว คือน้ำมันที่ขึ้นคู่กับปูนดิบ จะแพร่กระจายเป็นฟิล์ม
การส่องเนื้อดินก็ดูเนื้อทั้ง 8 ชั้น ครบแล้วค่อยหยิบ อย่างน้อยเกินครึ่งก็ยังดี ไม่ถึงครึ่งหรือไม่ครบอย่าไปลุ้นให้เสียเวลา ส่วนใหญ่พระเก๊อยู่แล้ว
การส่องพระเนื้อชินก็ดูผิว 3 ชั้น คือ รัก สนิมใต้และบนรัก มีครบสามชั้นก็แท้ ไม่ครบก็วาง เท่านั้นเอง
คนที่พลาดเพราะเล็งผลเลิศ หวังฟลุคมากเกินไป
การเริ่มที่พระเก่าๆตามตำรา ที่เก๊เพียบ หยิบมาพันองค์ยังไม่ฟลุคเลยครับ
แต่พระใหม่ๆ ไม่เกินร้อยองค์ก็ฟลุคได้ แล้วเราก็เริ่มเรียนจากความฟลุคนั้นได้อย่างรวดเร็ว พอพระเก่าๆฟลุคยาก เลยเริ่มไม่ได้สักที
ในกรณีพระเนื้อผง ผมจึงหันมาเรียนจากเปลือกหอยง่ายกว่า ไม่รอฟลุค
มีคนส่งรูปเปลือกหอยมาให้ดู ถามว่าใช้ได้ไหม ผมเลยตอบว่า ได้หรือไม่ อยู่ที่ตาท่าน
ถ้ามองเห็นหลัก 3+2 ก็ใช้ได้ ถ้ามองไม่เห็นก็ใช้ไม่ได้ โดยต้องลองถ่ายภาพชัดๆ ถ้าถ่ายภาพมามัวๆ ใครก็ช่วยท่านไม่ได้ เน้นหลัก 3+2 ให้เต็มจอเลย ถ่ายหลายๆจุดด้วย แล้วส่งมาดูกัน ทั้งนี้เพราะ เปลือกหอยหาง่ายและดูง่ายกว่าเยอะ วัดระฆัง 118 ปีก็ยังดูยากกว่าเปลือกหอย
การถ่ายภาพเบลอร์ ๆ ไป ท่านมองไม่เห็นจากภาพหรอกครับ ดูของจริงเลย ลองส่องดูเองเห็นอย่างที่ผมถ่ายให้ดูเป็นตัวอย่าง แต่ท่านไม่ถ่ายภาพให้ผม เพราะไปใช้กล้องมือถือ ของเด็กเล่น ผมก็เลยช่วยท่านไม่ได้มากกว่านี้
ถ้าไม่กล้าลงทุนซื้อกล้องสักสี่ห้าพันบาท ก็ไม่ควรเข้ามาวงการนี้ครับ อันตราย
การใช้กล้องถ่ายรูปช่วยตัดสินได้ดีมากครับ กล้องมือถือแพงขนาดไหนก็มาตายที่ขนาดเลนส์ ใช้ถ่ายเล่นๆได้เท่านั้น
กล้องมือถือ ใช้ได้แค่ระดับเก๊ตาเปล่าเท่านั้น พอพระระดับฝีมือ หลงเลยครับ
แม้เปลือกหอยน่าจะดี แต่การถ่ายรูปยังใช้ไม่ได้ ก็จะยังเรียนยาก
ในกลุ่มสอง ผมเน้นการชี้ให้เข้าใจหลักการดูเนื้อผง “แสนล้านเนื้อ” อยู่ในหลักข้อที่ 8 เทคนิคการอ่านเนื้อ พระเนื้อผง นี่ยังไม่รวมความแตกต่างของเปลือกหอยที่นำมาใช้นะครับ
ด้วยปัจจัย 11 ประการ คือ
1. ระดับปูนสุก 2. ระดับปูนดิบ 3. ระดับตังอิ้ว 4. ความหยาบละเอียดของการบดมวลสาร 5. ความชื้นของพระขณะกดพิมพ์ 6. ความหนาของเนื้อ 7. การลงรักแบบต่างๆ 8. สภาพความชื้นแวดล้อมที่พระอยู่ 9. สภาพการใช้บ่อย/ไม่บ่อย 10. การล้าง/ไม่ล้างพระ 11. การใส่ตลับ
ผมบอกหลักการนี้มาตั้งนานแล้ว ไม่มีใครสนใจเรื่องนี้ คงคิดว่าผมพูดเล่นมั้งครับ
มิใช่ว่าเปลือกหอยทุกชิ้นจะเป็น "ครู" ให้เราได้นะครับ แต่ต้องถ่ายรูปชัดๆมาเลย
ถ้าไม่ชัดมีสองทางเลือก โยนเปลือกหอยทิ้ง หรือโยนกล้องทิ้ง นี่ ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับ
เพราะกล้องที่ถ่ายภาพไม่ชัด ย่อมไม่มีประโยชน์ในงานนี้
บางคนอยากเล่นพระ แต่ก็ดันทุรังใช้กล้องมือถือ แล้วก็เล่นแต่พระเก๊ คุ้มตรงไหนครับ
ผมบอกใครก็ไม่มีใครเชื่อ ว่ากล้องสำคัญ ช่วยเราดูภาพฟันธงได้ชัดๆ สื่อสารได้ชัดๆ
รูปเม็ดพระธาตุก็คงไม่มีใครเห็น
หรือถ่ายบ่อน้ำตางอกใหม่ก็คงไม่เห็น
เห็นดังนี้แล้วจึงมั่นใจว่าพระแท้แน่นอน ใครจะว่ายังไงก็ไม่คลอนแคลน
ถ้ากล้องไม่ดี ผมคงพลาดไปหลายองค์ ทั้งตีเก๊พระแท้ และคิดว่าพระเก๊เป็นพระแท้ และการเรียนรู้คงช้า เพราะดูภาพไม่ชัดพอ ใช้ฟังชั่น มาโคร 1 ซม ใช้มือจับปรับแสง จะดีที่สุด
คุยหลุดไปเรื่องกล้องตั้งนานเลย
ทั้งๆที่ ผมกำลังจะเปิดเรื่อง แสนล้านเนื้อ แค่ความเป็นไปได้เท่านั้น และพระที่เราจะเจอ ก็มักจะอยู่ "ชายขอบ" ทั้งนั้นครับ คือพระที่เซียนไม่ปั่น เพราะอาจจะไม่สวย หรือเขาไม่มี บางเนื้ออาจจะไม่มีอยู่จริง เพราะคนทำไม่น่าจะพลาดขนาดนั้น ดังนั้นเราต้องจินตนาการตามหลักการ และตัวอย่างนำทาง
คำว่า ดูยาก ในกรณีนี้ก็คือ ไม่เคยเห็นมาก่อน
บางทีได้มาจากการหยิบแบบ "มั่ว" มาคัดเอาภายหลัง เช่นองค์ที่ ไม่มีรัก มีแต่ฝุ่นหิ้งรอบองค์ทุกซอก
มีคำถามว่า พระปูนน่าจะมีน้ำหนักมากกว่าพระพลาสติกนะครับ หยิบชินแล้วจะรู้
มือใหม่ก็จะยากหน่อย บางๆ แต่หนัก เหมือนแผ่นหิน
น้ำหนักต่างกันสามเท่าครับ ตามหลักทางเคมี
แต่ถ้าดูน้ำหนัก และมวลสารประกอบ ก็จะช่วยได้มากครับ
ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกประเภท ทุกระดับ ทุกท่านครับ
บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย ดร. แสวง รวยสูงเนิน
การสรุปบทเรียน ของกลุ่ม “การดูพระแท้” ทางไลน์ 14 กรกฎาคม 2557
ประเด็นสำคัญในการเรียนได้ดี ก็คือการมีภาพชัดๆ จะทำให้เราไม่พลาดรายละเอียด สำคัญ เช่นความเหี่ยวของมวลสาร
ว่าด้วยลักษณะของปูนเปลือกหอยต่อจากเมื่อวาน เริ่มที่พื้นฐานก่อนนะครับ โดยเฉพาะ เปลือกหอยดูได้ทั้งปูนดิบและปูนสุก และแทนตังอิ้ว ด้วย ความเหี่ยว นวล ฉ่ำ มีหมดเลย แนะนำให้ตั้ง wallpaper ดูทั้งวันให้ขึ้นใจ การเอาขึ้นหน้าจอแบบนี้ทำให้เราจำเนื้อได้ง่ายขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ให้หาเปลือกหอยมาเป็นวัสดุ การเรียนครับ
การถ่ายรูปชัดๆ จะทำให้ระบบคิดเราชัด เนื่องจากภาพที่เห็นชัด แล้วเราก็จะเรียนรู้อย่างชัดๆ และถูกต้อง เสียเงินนอยกว่าการหลงทางไปจ่ายเงินค่าพระเก๊หลายเท่าตัว
ผมก็พูดจากประสบการณ์ตรงจริงๆ ไม่ได้ล้อเล่นเลยครับ ถ้าผมไม่เน้นกล้อง ผมคงจะยังหลงทางอยู่อีกไกลทีเดียว
ตอนนี้กำลังพัฒนาสายตาครับ ผ่านกล้อง ไม่ใช่เห็นเปลือกหอยนะครับ
การงอกของปูนเปลือกหอย จะเหมือนพระเนื้อผง แต่เปลือกหอยจะมีการงอกสามแบบ 1. ตัวหอยสร้างเอง 2. กระบวนการทางชีวเคมี (ผิวนอก) และ 3. กระบวนการทางเคมี (ที่เหมือนกับพระสมเด็จ)
ที่จริงไม่มีการสร้าง ไม่มีการสลาย มีแต่ย้ายที่เท่านั้นจากไต้ผิวมาบนผิว ที่จริงกระบวนการทางกายภาพ มากกว่าเคมีครับ อย่างมากก็ตกผลึก
ถ้าใครมองเปลือกหอยออก ถือว่าชัดพอแล้วครับ
ถ้าไม่ชัดก็ต้องหาตัวช่วย เช่น
1. กล้อง 10x 2. กล้อง 20x 3. กล้องถ่ายรูปที่ถ่ายรูปได้ระดับนี้ 4. กล้อง 60x หริอ 5. กล้องจุลทัศน์
แต่การเห็น หรือไม่เห็น นั้นอยู่ที่ตาและระบบคิดของเรา อุปกรณ์แค่ส่งเสริมเท่านั้น
บางท่านคิดว่า เลนส์หรือกล้องดีๆ ก็พอ ไม่พอครับ มายืมกล้องผมก็ยังมองไม่เห็น
ถ้ายังไม่มีกล้องถ่ายรูป จะไปตายที่เก๊ฝีมือ
และถ้าตาไม่ดีด้วย จะไปตายที่เก๊ตาเปล่าเลยละครับ
ขาดความรู้จะไปตายที่ระดับเก๊อนุบาล
พอขยายไม่ได้ก็ก้าวไม่พ้นเก๊ฝีมือขั้นต่ำ
แล้วบางท่านยังไปดูถูกว่าคนขายโง่ด้วย
เขาไม่โง่หรอกครับ ถ้าโง่อย่างที่คุณคิด เขาคงอยู่ไม่ได้ในระบบนี้
หลักการเดินตลาดพระเลยครับ ถ้าคุณคิดว่าคนขายโง่ จงรู้ไว้เลยว่าเราจะโง่กว่าเขาสิบเท่า แต่ถ้าคุณมองความฉลาดของคนขายออก คุณก็จะฉลาดกว่าเขาสิบเท่าเช่นกัน เขาทำเนียนเป็นโง่
หลักนี้ใช้ได้ทุกงานเลยครับ
ยืนแกล้งโง่แล้วโฆษณานิดๆว่าพระบ้านไปเหมามา
เดินตลาดอย่าฟังนิทาน
แบบมีหน้าม้าก็มีนะครับบอกว่าดีใจมากที่ได้พระหลุดไปเมือวาน
นี่ก็ธรรมดาซื้อไปเมื่อวาน ไปปล่อยได้ 8 แสน
การเดินตลาดดีที่สุดคือ "หูหนวก"
ทางบ้านที่ไปเหมามาโทรมาขอคืนก็มี เล่าไปเรื่อย
ไม่ยากหรอก ขอให้จับหลักให้ได้ก่อน
ตามหลักสามพลัง ดูเป็น+เห็นทาง/กำลังซื้อ
ด้วยระบบคิดของความเข้าใจกระบวนการทุกข้อ ของแต่ละเนื้อ
เมื่อส่องพระก็อ่านกระบวนการโดยใช้ระบบคิดของหลักแต่ละหลัก
ดูความสอดคล้องกันของปัจจัยในหลักเดียวก่อน แล้วดูข้าหลัก ว่ายังสอดคล้องกันไหม
ถ้าระบบคิดไม่ชัด รอดยาก เขาวางกับดักไว้หมดแล้ว
ทุกตัวชี้วัด เขาทำไว้ให้ดูหมดแล้ว เพียงแต่ไม่เหมือน
ถ้ายังจัดการกับความคิดไม่ได้นี้เป็นหมูสนามแน่นอน นี่คือสิ่งที่ต้องเรียนต่อไปในหลักแต่ละหลัก
จับหลักโดดๆ ไม่ได้ครับ ต้องโดนบ่อยๆจะระวังมากขึ้น
คนไม่โดนประมาททุกคน รวมทั้งผมด้วย หยิบได้บ่อยๆย่ามใจ ต้องโดนให้สะดุดบ้าง
ถ้าไม่พลาดเลยก็เทวดาแล้วครับ
ไม่โดนเลย ผมจะเอาความรู้ที่ไหนมาเล่าให้ฟ้ง เอาความไม่รู้ของตัวเองมาบอกแบบทำเป็นรู้ ประมาณนั้น
ไม่ลองไม่รู้ แต่พลาดแล้วต้องรีบเรียน ไม่พลาดก็ต้องเรียนเหมือนกัน
ถ้ายังไม่มีกล้องดีๆ ผมว่ารอดยากครับ ผมพอรอดมาได้เพราะกล้องจริงๆนะครับ
กล้อง 20x ยังไม่รอด
พระแท้ ในตลาดยังมีนะครับ แต่ความรู้เรายังไม่พอที่จะหยิบ
แต่เราต้องรู้ลึกรู้จริงหลายๆทาง ดิน ชิน ผง เรียนจาก ประสบการณ์ตรง
คือ ผมรอดมาได้เพราะมีกล้องดี และรู้อยู่ทางเดียว ผมก็เลยคิดได้แค่นี้ครับ
ถึงมีเครื่องมือดี แต่ไม่มีความรู้ก็จบครับ
คือจะต้องประสานกัน สายตา+เครื่องมือ+ความคิด
ก็อยู่ที่ระบบคิด ความเข้าใจกระบวนการพัฒนา
ถ้ามีกล้องจะไปได้เร็ว
ถ้าไม่มี ก็จะวนเวียนแถวเก๊ตาเปล่า และฝีมือขั้นต้น
ไม่มีทางผ่านเก๊เฉียบไปได้เลย
คุณรู้ระดับไหน ก็จะเล่นพระระดับนั้น
และพระเก๊ฝีมือเล่นได้ไม่มีวันจบ มีมาใหม่ๆทุกวัน
แม้มีกล้องดี ก็ยังโดน
แต่ผมคัดพระทุกวัน จึงรอดได้เร็ว
การคิดทุกวันทำให้เรียนได้เร็ว
บางคน 10 ปี ยังไม่คัดสักที ขยะเต็มบ้านเลย
เมื่อปีทีแล้วมีคนลงทุนรวม 100 กว่าล้าน แท้องค์เดียว
นี่ก็ไม่คัดเลย
ตลอดชีวิตจนตาย ทิ้งมรดกพระเก๊ไว้ให้ลูกหลาน
นิทานแบบนี้ได้ยินแทบทุกวัน จนเบื่อ
และคนส่วนใหญ่ ก็เป็นแบบนี้
ผมจึงทนลำบากยอมทำงานเพื่อแก้ปัญหาอันนี้ของสังคม
แต่ก็ไม่ค่อยมีใครเชื่อ
คิดแต่ว่าตัวเองแน่ เก่ง และเอาตัวรอดได้ แต่ความจริงก็ตายไปกองพระเก๊เกิน 90%
ที่เหลือมีปนบ้าง
ที่มีแต่ของแท้นั้นยังไม่เคยได้ยิน
นี่คือความจริงที่คนไม่คิดว่าตัวเองจะเจอ แต่ก็เจอกันเป็นส่วนใหญ่
ในกลุ่มสองนั้น ผมพยายามจะต่อแสนล้านเนื้อ (หลักที่8) หรือสนใจประเด็นไหนครับ
หลักข้อ 8 แสนล้านเนื้อ ใครเคยอ่านมาบ้างแล้วครับ
ในจำนวน แสนล้านเนื้อ เวียนปั่นไม่เกินพันเนื้อ
เนื้อที่เซียนปันคือ เนื้อสมดุล ทุกปัจจัย บวกลบนิดหน่อย
ที่หายากมาก มีไม่กี่ร้อยองค์
เนื้อสมดุลจะดูง่ายทุกมิติ ดังนั้น ถ้าดูตำราไปหาพระ ไม่มีวันเจอครับ ต้องจับหลักอย่างเดียวจึงจะรอด นี่คือที่มาของคำแนะนำให้จับหลัก
เนื้อที่ดูยากคืออย่างไรครับ นึกออกหรือยัง
ก็เนื้อที่มีหลักบางข้อไม่ชัดมาก
เนื้อสมดุลไม่มีเหลือแล้วไงครับ ใครเห็นก็เก็บไปก่อน
นี่คือที่มาของการ "แต่งพระ" เช่นการขัด การล้าง การใช้ ฯลฯ
คราบมาก ขัดออกจะดูง่าย ปูนนวลมาก ใช้สักพักจะดูง่าย
ถ้าความเข้าใจไม่พอ ก็ยังไม่รอดครับ
อย่างมวลสารหยาบๆนี่เก๊เก่า สมัยใหม่เนียนกว่านี้ครับ ต้องรีบตามให้ทัน
ความฉ่ำมันของผิวเขาก็ทำได้ใกล้เคียงมากๆ แต่ยังเป็นปื้นๆอยู่
ต้องสังเกตความแตกต่างของเม็ดเล็กๆของปูน และก้อนพลาสติก
ทุกตัวชี้วัด เขาทำไว้ให้ดูหมดแล้ว เพียงแต่ไม่เหมือน
คนไม่โดน หรือโดนแบบไม่รู้ตัว ประมาททุกคน รวมทั้งผมด้วย หยิบได้บ่อยๆย่ามใจ ต้องโดนให้สะดุดบ้าง
ไม่รีบเรียนจากความผิดพลาด เลยไม่รู้ว่าพลาด
การงอกของผิวจะเกิดบนเส้นทางที่ใกล้และสะดวกที่สุด มักจะเป็นรอยปริ หรือรอยกร่อน
ถ้าไม่งอกตามนี้ ก็เก๊ งอกผิดที่ยิ่งเก๊
พอเห็นอะไรประหลาด ต้องเอะใจทันที
เราจึงต้องรู้ "ปกติ" ก่อน พออะไร "ผิดปกติ" ต้องตรวจสอบทันที
ถ้าผิดอย่างหนึ่ง แสดงว่าส่วนที่ไม่ผิดนั้น เรามักเข้าใจผิดครับ
ที่ผมพยายามบอกว่า พิมพ์ผิดต้องรีบกลับมาดูเนื้อไงครับ
ถ้าเนื้อผิดให้รีบกลับมาดูพิมพ์อีกรอบ แล้วจะมีอะไรที่เราพลาดครับ
ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกท่านครับ
บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย ดร. แสวง รวยสูงเนิน
ว่าด้วยลักษณะของปูนเปลือกหอยต่อจากเมื่อวาน เริ่มที่พื้นฐานก่อนนะครับ โดยเฉพาะ เปลือกหอยดูได้ทั้งปูนดิบและปูนสุก และแทนตังอิ้ว ด้วย ความเหี่ยว นวล ฉ่ำ มีหมดเลย แนะนำให้ตั้ง wallpaper ดูทั้งวันให้ขึ้นใจ การเอาขึ้นหน้าจอแบบนี้ทำให้เราจำเนื้อได้ง่ายขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ให้หาเปลือกหอยมาเป็นวัสดุ การเรียนครับ
การถ่ายรูปชัดๆ จะทำให้ระบบคิดเราชัด เนื่องจากภาพที่เห็นชัด แล้วเราก็จะเรียนรู้อย่างชัดๆ และถูกต้อง เสียเงินนอยกว่าการหลงทางไปจ่ายเงินค่าพระเก๊หลายเท่าตัว
ผมก็พูดจากประสบการณ์ตรงจริงๆ ไม่ได้ล้อเล่นเลยครับ ถ้าผมไม่เน้นกล้อง ผมคงจะยังหลงทางอยู่อีกไกลทีเดียว
ตอนนี้กำลังพัฒนาสายตาครับ ผ่านกล้อง ไม่ใช่เห็นเปลือกหอยนะครับ
การงอกของปูนเปลือกหอย จะเหมือนพระเนื้อผง แต่เปลือกหอยจะมีการงอกสามแบบ 1. ตัวหอยสร้างเอง 2. กระบวนการทางชีวเคมี (ผิวนอก) และ 3. กระบวนการทางเคมี (ที่เหมือนกับพระสมเด็จ)
ที่จริงไม่มีการสร้าง ไม่มีการสลาย มีแต่ย้ายที่เท่านั้นจากไต้ผิวมาบนผิว ที่จริงกระบวนการทางกายภาพ มากกว่าเคมีครับ อย่างมากก็ตกผลึก
ถ้าใครมองเปลือกหอยออก ถือว่าชัดพอแล้วครับ
ถ้าไม่ชัดก็ต้องหาตัวช่วย เช่น
1. กล้อง 10x 2. กล้อง 20x 3. กล้องถ่ายรูปที่ถ่ายรูปได้ระดับนี้ 4. กล้อง 60x หริอ 5. กล้องจุลทัศน์
แต่การเห็น หรือไม่เห็น นั้นอยู่ที่ตาและระบบคิดของเรา อุปกรณ์แค่ส่งเสริมเท่านั้น
บางท่านคิดว่า เลนส์หรือกล้องดีๆ ก็พอ ไม่พอครับ มายืมกล้องผมก็ยังมองไม่เห็น
ถ้ายังไม่มีกล้องถ่ายรูป จะไปตายที่เก๊ฝีมือ
และถ้าตาไม่ดีด้วย จะไปตายที่เก๊ตาเปล่าเลยละครับ
ขาดความรู้จะไปตายที่ระดับเก๊อนุบาล
พอขยายไม่ได้ก็ก้าวไม่พ้นเก๊ฝีมือขั้นต่ำ
แล้วบางท่านยังไปดูถูกว่าคนขายโง่ด้วย
เขาไม่โง่หรอกครับ ถ้าโง่อย่างที่คุณคิด เขาคงอยู่ไม่ได้ในระบบนี้
หลักการเดินตลาดพระเลยครับ ถ้าคุณคิดว่าคนขายโง่ จงรู้ไว้เลยว่าเราจะโง่กว่าเขาสิบเท่า แต่ถ้าคุณมองความฉลาดของคนขายออก คุณก็จะฉลาดกว่าเขาสิบเท่าเช่นกัน เขาทำเนียนเป็นโง่
หลักนี้ใช้ได้ทุกงานเลยครับ
ยืนแกล้งโง่แล้วโฆษณานิดๆว่าพระบ้านไปเหมามา
เดินตลาดอย่าฟังนิทาน
แบบมีหน้าม้าก็มีนะครับบอกว่าดีใจมากที่ได้พระหลุดไปเมือวาน
นี่ก็ธรรมดาซื้อไปเมื่อวาน ไปปล่อยได้ 8 แสน
การเดินตลาดดีที่สุดคือ "หูหนวก"
ทางบ้านที่ไปเหมามาโทรมาขอคืนก็มี เล่าไปเรื่อย
ไม่ยากหรอก ขอให้จับหลักให้ได้ก่อน
ตามหลักสามพลัง ดูเป็น+เห็นทาง/กำลังซื้อ
ด้วยระบบคิดของความเข้าใจกระบวนการทุกข้อ ของแต่ละเนื้อ
เมื่อส่องพระก็อ่านกระบวนการโดยใช้ระบบคิดของหลักแต่ละหลัก
ดูความสอดคล้องกันของปัจจัยในหลักเดียวก่อน แล้วดูข้าหลัก ว่ายังสอดคล้องกันไหม
ถ้าระบบคิดไม่ชัด รอดยาก เขาวางกับดักไว้หมดแล้ว
ทุกตัวชี้วัด เขาทำไว้ให้ดูหมดแล้ว เพียงแต่ไม่เหมือน
ถ้ายังจัดการกับความคิดไม่ได้นี้เป็นหมูสนามแน่นอน นี่คือสิ่งที่ต้องเรียนต่อไปในหลักแต่ละหลัก
จับหลักโดดๆ ไม่ได้ครับ ต้องโดนบ่อยๆจะระวังมากขึ้น
คนไม่โดนประมาททุกคน รวมทั้งผมด้วย หยิบได้บ่อยๆย่ามใจ ต้องโดนให้สะดุดบ้าง
ถ้าไม่พลาดเลยก็เทวดาแล้วครับ
ไม่โดนเลย ผมจะเอาความรู้ที่ไหนมาเล่าให้ฟ้ง เอาความไม่รู้ของตัวเองมาบอกแบบทำเป็นรู้ ประมาณนั้น
ไม่ลองไม่รู้ แต่พลาดแล้วต้องรีบเรียน ไม่พลาดก็ต้องเรียนเหมือนกัน
ถ้ายังไม่มีกล้องดีๆ ผมว่ารอดยากครับ ผมพอรอดมาได้เพราะกล้องจริงๆนะครับ
กล้อง 20x ยังไม่รอด
พระแท้ ในตลาดยังมีนะครับ แต่ความรู้เรายังไม่พอที่จะหยิบ
แต่เราต้องรู้ลึกรู้จริงหลายๆทาง ดิน ชิน ผง เรียนจาก ประสบการณ์ตรง
คือ ผมรอดมาได้เพราะมีกล้องดี และรู้อยู่ทางเดียว ผมก็เลยคิดได้แค่นี้ครับ
ถึงมีเครื่องมือดี แต่ไม่มีความรู้ก็จบครับ
คือจะต้องประสานกัน สายตา+เครื่องมือ+ความคิด
ก็อยู่ที่ระบบคิด ความเข้าใจกระบวนการพัฒนา
ถ้ามีกล้องจะไปได้เร็ว
ถ้าไม่มี ก็จะวนเวียนแถวเก๊ตาเปล่า และฝีมือขั้นต้น
ไม่มีทางผ่านเก๊เฉียบไปได้เลย
คุณรู้ระดับไหน ก็จะเล่นพระระดับนั้น
และพระเก๊ฝีมือเล่นได้ไม่มีวันจบ มีมาใหม่ๆทุกวัน
แม้มีกล้องดี ก็ยังโดน
แต่ผมคัดพระทุกวัน จึงรอดได้เร็ว
การคิดทุกวันทำให้เรียนได้เร็ว
บางคน 10 ปี ยังไม่คัดสักที ขยะเต็มบ้านเลย
เมื่อปีทีแล้วมีคนลงทุนรวม 100 กว่าล้าน แท้องค์เดียว
นี่ก็ไม่คัดเลย
ตลอดชีวิตจนตาย ทิ้งมรดกพระเก๊ไว้ให้ลูกหลาน
นิทานแบบนี้ได้ยินแทบทุกวัน จนเบื่อ
และคนส่วนใหญ่ ก็เป็นแบบนี้
ผมจึงทนลำบากยอมทำงานเพื่อแก้ปัญหาอันนี้ของสังคม
แต่ก็ไม่ค่อยมีใครเชื่อ
คิดแต่ว่าตัวเองแน่ เก่ง และเอาตัวรอดได้ แต่ความจริงก็ตายไปกองพระเก๊เกิน 90%
ที่เหลือมีปนบ้าง
ที่มีแต่ของแท้นั้นยังไม่เคยได้ยิน
นี่คือความจริงที่คนไม่คิดว่าตัวเองจะเจอ แต่ก็เจอกันเป็นส่วนใหญ่
ในกลุ่มสองนั้น ผมพยายามจะต่อแสนล้านเนื้อ (หลักที่8) หรือสนใจประเด็นไหนครับ
หลักข้อ 8 แสนล้านเนื้อ ใครเคยอ่านมาบ้างแล้วครับ
ในจำนวน แสนล้านเนื้อ เวียนปั่นไม่เกินพันเนื้อ
เนื้อที่เซียนปันคือ เนื้อสมดุล ทุกปัจจัย บวกลบนิดหน่อย
ที่หายากมาก มีไม่กี่ร้อยองค์
เนื้อสมดุลจะดูง่ายทุกมิติ ดังนั้น ถ้าดูตำราไปหาพระ ไม่มีวันเจอครับ ต้องจับหลักอย่างเดียวจึงจะรอด นี่คือที่มาของคำแนะนำให้จับหลัก
เนื้อที่ดูยากคืออย่างไรครับ นึกออกหรือยัง
ก็เนื้อที่มีหลักบางข้อไม่ชัดมาก
เนื้อสมดุลไม่มีเหลือแล้วไงครับ ใครเห็นก็เก็บไปก่อน
นี่คือที่มาของการ "แต่งพระ" เช่นการขัด การล้าง การใช้ ฯลฯ
คราบมาก ขัดออกจะดูง่าย ปูนนวลมาก ใช้สักพักจะดูง่าย
ถ้าความเข้าใจไม่พอ ก็ยังไม่รอดครับ
อย่างมวลสารหยาบๆนี่เก๊เก่า สมัยใหม่เนียนกว่านี้ครับ ต้องรีบตามให้ทัน
ความฉ่ำมันของผิวเขาก็ทำได้ใกล้เคียงมากๆ แต่ยังเป็นปื้นๆอยู่
ต้องสังเกตความแตกต่างของเม็ดเล็กๆของปูน และก้อนพลาสติก
ทุกตัวชี้วัด เขาทำไว้ให้ดูหมดแล้ว เพียงแต่ไม่เหมือน
คนไม่โดน หรือโดนแบบไม่รู้ตัว ประมาททุกคน รวมทั้งผมด้วย หยิบได้บ่อยๆย่ามใจ ต้องโดนให้สะดุดบ้าง
ไม่รีบเรียนจากความผิดพลาด เลยไม่รู้ว่าพลาด
การงอกของผิวจะเกิดบนเส้นทางที่ใกล้และสะดวกที่สุด มักจะเป็นรอยปริ หรือรอยกร่อน
ถ้าไม่งอกตามนี้ ก็เก๊ งอกผิดที่ยิ่งเก๊
พอเห็นอะไรประหลาด ต้องเอะใจทันที
เราจึงต้องรู้ "ปกติ" ก่อน พออะไร "ผิดปกติ" ต้องตรวจสอบทันที
ถ้าผิดอย่างหนึ่ง แสดงว่าส่วนที่ไม่ผิดนั้น เรามักเข้าใจผิดครับ
ที่ผมพยายามบอกว่า พิมพ์ผิดต้องรีบกลับมาดูเนื้อไงครับ
ถ้าเนื้อผิดให้รีบกลับมาดูพิมพ์อีกรอบ แล้วจะมีอะไรที่เราพลาดครับ
ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกท่านครับ
บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย ดร. แสวง รวยสูงเนิน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)












































